นายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าจากการประชุมคณะกรรมการอุทธรณ์ได้มีข้อสรุปประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ กรณีลูกจ้างผู้ประกันตนประสบอุบัติเหตุ
และเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถเข้าโรงพยาบาลใดก็ได้ที่สะดวก แต่ถ้าหากลูกจ้างผู้ประกันตนมีประกันชีวิตส่วนบุคคลร่วมอยู่ด้วยก็สามารถนำค่ารักษาพยาบาลเบิกคืนได้ทั้ง 2 สิทธิไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิตส่วนบุคคลหรือสิทธิประกันสังคม แต่ต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนใดที่สามารถเบิกจากประกันชีวิตส่วนบุคคลได้ ส่วนค่าใช้จ่ายที่เหลือทางสำนักงานประกันสังคมจะเป็นผู้พิจาณาตรวจสอบหลักฐานจากใบเสร็จรับเงินตัวจริงที่มีตราประทับจากบริษัทประกันชีวิตก่อนว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนใดเบิกไปแล้วบ้าง จึงจะจ่ายส่วนที่เหลือคืนให้แก่ลูกจ้างผู้ประกันตน ส่วนกรณีที่ไม่มีใบเสร็จตัวจริงจะต้องกลับไปที่โรงพยาบาลเพื่อขอสำเนาใบเสร็จพร้อมตราประทับโรงพยาบาลที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินเท่านั้น จึงจะสามารถเบิกคืนได้ ส่วนปัญหาที่พบในปัจจุบันก็คือลูกจ้างผู้ประกันตนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่ทราบถึงสิทธิประโยชน์ในกรณีดังกล่าวเท่าที่ควร จึงขอความร่วมมือจากลูกจ้างผู้ประกันตนที่เคยรับสิทธิจากประกันสังคมช่วยกันประชาสัมพันธให้เพื่อนๆ ได้รับทราบอีกทางหนึ่ง
เลขาธิการฯ กล่าวย้ำว่า สำหรับลูกจ้างผู้ประกันตนที่ยังไม่ได้ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนให้มายื่นขอรับสิทธิภายใน 1 ปี ทั้งนี้หากลูกจ้างผู้ประกันตนเกิดเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือประสบอุบัติเหตุควรรีบติดต่อโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิให้รับทราบทันทีตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่รู้ตัวว่าต้องเข้ารักษา ณ โรงพยาบาลอื่น เพื่อเป็นการหยุดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นต่อไป ส่วนในกรณีที่ลูกจ้างผู้ประกันตนสำรองเงินจ่ายไปก่อนสามารถนำใบเสร็จรับเงิน ใบรับรองแพทย์พร้อมสำเนาบัตรประชาชน มาเบิกเงินคืนได้ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัดที่สะดวกหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สำนักงานปะรกันสังคม หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ.
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ไทยโพส