ชมรมทันตแพทย์ สธ.” ร้อง สปส.ทำความเข้าใจผู้ประกันตนถึงข้อจำกัดใช้สิทธิทันตกรรมโรงพยาบาลรัฐ หลังประสบปัญหาถูกกดดันจากผู้ใช้บริการ วอนลดการโฆษณาอย่าสร้างความคาดหวังสูงเกินจริง ด้านกรรมการทำฟันชุดใหม่มีมติกลับลำให้ใช้ระบบเดิม โดย สปส.เตรียมเงินสำรองอีก 60 ล้าน
วานนี้(17 ม.ค.) นายนายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหากรณีทันตกรรม ภายหลัง สปส.เพิ่มสิทธิประโยชน์และเปลี่ยนเป็นระบบเหมารายหัว ซึ่งก่อนเข้าประชุม ทันตแพทย์ธรณินทร์ จรัสจรุงเกียรติ ประธานชมรมทันตแพทย์รพ.สังกัด สธ. ได้ยื่นหนังสือเพื่อแจงปัญหาผลกระทบ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา
ทันตแพทย์ธรณินทร์ กล่าวว่า ก่อนที่จะประกาศใช้สิทธิประโยชน์ใหม่ ในบริการทันตกรรม ทาง สปส. ไม่เคยให้โอกาสทันตแพทย์ที่ สังกัดโรงพยาบาลของรัฐที่เป็นคู่สัญญาได้ร่วมแสดงความคิดเห็น หรือร่วมกำหนดแนวทางให้บริการ ซึ่งเราไม่ได้คัดค้าน แต่จากความรีบเร่งของโครงการ ทำให้โรงพยาบาลภาครัฐไม่พร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดได้
โดยเฉพาะข้อจำกัดของจำนวนทันตแพทย์ที่ไม่เพียงพอ จากเดิมที่ต้องรักษาในสิทธิหลักประกันสุขภาพ ทั้งโครงการเคลือบหลุมร่องฟัน และโครงการพระราชทานฟันเทียมอยู่แล้ว ขณะนี้มีโรงพยาบาลเอกชนหลายจังหวัดได้ถอนตัว เช่น จังหวัดพิษณุโลก สงขลา ทำให้ผู้ประกันตนถูกถ่ายโอนไปยังโรงพยาบาลรัฐจนเกิดปัญหา
“ที่มาวันนี้เพื่อต้องการให้ สปส.ช่วยลดความตึงเครียด ลดปัญหาการเผชิญหน้าระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เนื่องจากผู้มาใช้สิทธิ ต่างคาดหวังสูงต่อบริการจากการโฆษณาที่ผ่านมา จึงเกิดความไม่พอใจอย่างมาก โดยทันตแพทย์จากพิษณุโลกถูกผู้ป่วยโยนบัตรใส่หน้า ทำให้เกิดความกดดันจากการทำงานเพิ่มขึ้น อยากให้ สปส.เน้นทำความเข้าใจกับประชาชน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ทันตแพทย์ลาออกจากระบบได้"
ทั้งนี้ ชมรมทันตแพทย์ เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์มาตรฐานบริการทันตกรรม เพราะปฏิบัติได้ยาก อย่างนัดคิวรักษาไม่เกิน 2 สัปดาห์ หรือการรอรักษาทันตกรรมจะต้องไม่เกินครึ่งชั่วโมง ทั้งยังเสนอให้โรงพยาบาลรัฐสร้างเครือข่ายร่วมกับคลินิกเอกชน และควรเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนมีสิทธิเลือกใช้สิทธิประกันสังคมทำฟันในแบบเดิม หรือใช้สิทธิประโยชน์ในสถานพยาบาลหลัก
รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาปัญหาการให้บริการทันตกรรมรูปแบบใหม่ มีมติให้มีการเบิกจ่ายค่าทำฟันได้ปีละ 2 ครั้งๆ ละ 200 บาทตามระบบเดิม ขณะเดียวกันผู้ประกันตนยังสามารถเข้าไปจองคิวทำฟันในโรงพยาบาลที่เลือกไว้ได้อีกด้วย
นอกจากนี้คณะกรรมการฯ ยังเห็นชอบให้มีการศึกษาการทำฟันทั้งระบบ โดยเฉพาะการให้ สปส.ทำสัญญาโดยตรงกับคลินิกทำฟันโดยตรงโดยไม่ผ่านโรงพยาบาลคู่สัญญากับ สปส.
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ สปส.ได้มีการเตรียมวงเงินจำนวน 60 ล้านบาท เพื่อสำรองจ่ายให้กับผู้ประกันตนที่ทำฟันด้วยระบบเก่า กระนั้นก็ดีเรื่องนี้ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เนื่องจากการกลับสู่ระบบเดิม ทั้งที่ได้มีการเหมาจ่ายค่าทำฟันหัวละ 65 บาทให้กับโรงพยาบาลคู่สัญญาไปแล้ว จะทำให้โรงพยาบาลเหล่านั้นได้กำไรทันที เพราะยิ่งมีผู้ประกันตนมาทำฟันกับโรงพยาบาลที่เลือกไว้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้โรงพยาบาลนั้นมีกำไรมาก
อย่างไรก็ตามมีผู้เสนอว่า ควรให้ สปส.ต่อรองกับโรงพยาบาลคู่สัญญาว่า หากผู้ประกันตนไม่ใช้สิทธิในโรงพยาบาลนั้น แต่ไปทำฟันตามคลินิกแทนก็ควรให้โรงพยาบาลคู่สัญญาคืนเงินเหมาจ่ายในส่วนนี้ให้ สปส.
แหล่งข่าว : กรุงเทพธุรกิจ