นอกจากอุบัติเหตุ คนทำงานป่วยด้วยความดันโลหิตสูง 20% เบาหวาน 5-6% ทางเดินหายใจ 4-5%

นอกจากอุบัติเหตุ คนทำงานป่วยด้วยความดันโลหิตสูง 20% เบาหวาน 5-6% ทางเดินหายใจ 4-5% | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : นอกจากอุบัติเหตุ คนทำงานป่วยด้วยความดันโลหิตสูง 20% เบาหวาน 5-6% ทางเดินหายใจ 4-5%, ข้อมูลเกี่ยวกับ นอกจากอุบัติเหตุ คนทำงานป่วยด้วยความดันโลหิตสูง 20% เบาหวาน 5-6% ทางเดินหายใจ 4-5%


นอกจากอุบัติเหตุ คนทำงานป่วยด้วยความดันโลหิตสูง 20% เบาหวาน 5-6% ทางเดินหายใจ 4-5%
 
สถิติอุบัติเหตุของสำนักงานกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม ประมวลผล ณ 30 พ.ค.2557 พบว่า ในช่วง 5 ปี ระหว่าง 2552-2556 พบกรณีทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะบางส่วน และกรณีตาย เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 99.06% ต่อปี 11.14%  ต่อปี และเพิ่มขึ้น 2.27 % ต่อปี  ตามลำดับ
          
นอกจากสถิติอุบัติเหตุแล้ว ยังพบโรครุมเร้าคนวัยทำงานมากขึ้น ทั้งจากสภาพเนื้องาน สภาวะแวดล้อมในที่ทำงาน การไม่ใส่ใจพนักงานขององค์กร และเพิกเฉยต่อการดูแลสุขภาพของ คนทำงานเอง
          
นพ.ปรีชา เปรมปรี ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ในปี 2556  ไทยมีคนวัยทำงานประมาณ 40 ล้านคน อยู่ในภาคอุตสาหกรรม 14 ล้านคน  ภาคเกษตร 20 ล้านคน ภาคบริการและอื่นๆ 6 ล้านคน
          
มีสถานประกอบการ 2.3 ล้านแห่ง เป็นธุรกิจค้าปลีก 35% อุตสาหกรรมการผลิต 18% ธุรกิจบริการ อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร เป็นต้น 13% เหล่านี้อยู่ ในระบบประกันสังคม 14 ล้านคน จำนวนนี้มีกองทุนเงินทดแทนรองรับ  9 ล้านคน
          
จากสถิติพบว่าในแต่ละปีคนกลุ่มนี้จะเสียชีวิตจากการทำงานราว 500-700 คนต่อปี ส่วนใหญ่เป็นอุบัติเหตุ และ มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยอุตสาหกรรมที่มีสถิติอุบัติเหตุมากที่สุด เป็นอุตสาหกรรมก่อสร้าง รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมผลิตอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานพาหนะ ผลิตผลิตภัณฑ์ พลาสติก หลอม และกลึง
          
นอกจากอุบัติเหตุจากการทำงานแล้ว นพ.ปรีชา ระบุว่า คนทำงาน ยังมีอาการป่วยด้วยโรคจากการทำงานสัดส่วน 20% เป็นโรคความดันโลหิตสูง 5-6% เป็นโรคเบาหวาน 4-5% เป็นโรคจากทางเดินหายใจ เช่น  หอบหืด เป็นต้น โรคทางเดินหายใจส่วนใหญ่จะเกิดโดยตรงกับคนทำงานในโรงงานทอผ้า และตัดเย็บเสื้อผ้า เนื่องจากมีฝุ่นฝ้าย และใยสังเคราะห์ เป็นวัตถุดิบสำคัญ และกระตุ้นให้ เกิดโรคนี้
          
"ชีวิตการทำงานเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะ คนทำงานเป็นกะ จะถูกกระตุ้นให้เป็นโรคมากกว่าคนที่ทำงานตามเวลาปกติ เนื่องจากใช้ชีวิตที่ไม่ปกติ
 
เพื่อต้องการความสดชื่นในตอนกลางคืน เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม รวมถึงการกิน และนอนผิดเวลา ทำให้ระบบการซ่อมแซมอวัยวะเสื่อมไป"
          
นอกจากนี้ยังมีโรคร้ายแรงที่เกิดจากการสะสมในช่วงชีวิตการทำงาน โดยเฉพาะคนทำงานที่สัมผัสแร่ใยหิน ได้แก่ คนงานก่อสร้าง คนงานในอุตสาหกรรมผลิตเบรก คลัทช์ในรถยนต์ กระเบื้องปูพื้น หลังคา จากรายงานทางการแพทย์ยืนยันว่า
          
การสัมผัสแร่ใยหินจะมีผลต่อปอด และมีความเสี่ยงที่จะสะสม และเป็นมะเร็งเยื้อหุ้มปอดในระยะ 10-20 ปี
          
อีกประเภทอุตสาหกรรม คือ โรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จะมีสารอินทรีย์ระเหยเร็ว เช่น เบนซีน โทลูอีน ซึ่งใช้เป็นตัวทำละลาย คนทำงานมีโอกาสได้สัมผัสบ่อยครั้งจึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว
          
นอกจากนี้คนทำงานในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงมาก คือ เจียหิน แกะสลักหิน หรือโรงโม่หิน เป็นต้น ที่มีโอกาสเกิดโรคซิลิโคซีส หรือโรคปอด มีอาการเบื้องต้น คือเหนื่อยง่าย และสะสมเป็นมะเร็งปอด และมะเร็งเยื่อหุ้มปอดในระยะ 20-30 ปี
          
ขณะเดียวกันยังมีบางกิจการที่คนทำงานได้รับผลกระทบน้อยกว่าคนภายนอก เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากคนทำงานจะมีมาตรการป้องกัน
          
ขณะที่คนภายนอกมักไม่ และมีโอกาสได้รับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และฝุ่นที่ออกมาจากโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่ตั้งในที่ที่อากาศปิดซึ่งประชาชนจะไม่รู้ล่วงหน้าว่า สภาพอากาศแต่ละวันจะเป็นอย่างไร และไม่ได้หาทางป้องกันตนเอง แต่มลภาวะที่ได้รับจะกระตุ้นการหอบหืด และทำให้ระคายเคืองผิวหนัง
          
"การมอนิเตอร์อากาศที่มีอุปกรณ์ไปติดตั้งตามที่ต่างๆ เช่น ชุมชนใกล้โรงไฟฟ้า หรือโรงงานอุตสาหกรรม เป็นเพียงการให้ข้อมูลประชาชนให้รู้เท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นมาตรการที่จะป้องกันผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนได้"
          
นอกจากนี้ ยังมีโรคออฟฟิศซินโดรม(office syndrome) ซึ่งพบมากจากการทำงาน แต่มักถูกมองข้ามไป ได้แก่ โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูก การถูกมองข้ามดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหา เพราะระบบการประกันจะไม่ได้มองว่าเป็นโรคจากการทำงาน และไม่ถูกรายงานว่าเป็นโรคจากการทำงาน ไม่สามารถได้รับการชดเชยจากกองทุนเงินทดแทน แต่โรคเหล่านี้ จะนำไปสู่อาการปวดศีรษะเรื้อรัง ทำให้ร่างกายไม่สดชื่น และมีปัญหาสุขภาพจิตได้
          
รวมไปถึงกลุ่มโรคจากการทำงานอื่นๆ ได้แก่ ผิวหนังจากการสัมผัสสารเคมี และภูมิแพ้จากสารปรอท หรือจากสภาพอากาศที่ไม่ถ่ายเท หรือมีการถ่ายเอกสารในห้องทำงานที่อากาศไม่เปิดโล่ง เป็นต้น ส่วนใหญ่มักเป็นอาคารที่มีไม่โปร่ง และมีการใช้เครื่องปรับอากาศรวม ขาดการซ่อมบำรุง
          
นพ.ปรีชา ระบุว่า มาตรการที่กรมควบคุมโรคดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่าย คือ การพัฒนาแพทย์ให้มีความชำนาญการวินิจฉัยโรคจากการทำงาน กระจายไปในคลินิกโรคจากการทำงาน ที่มีการจัดตั้งตาม โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลจังหวัด ซึ่งขณะนี้มีอยู่แล้วประมาณ 90 แห่งทั่วประเทศ และจะพยายามกระจายให้มากขึ้นตามโรงพยาบาลชุมชน เน้นพื้นที่ที่มีสถานประกอบการจำนวนมาก
          
ขณะเดียวกันมีการทำงานเชิงรุกกระตุ้นให้สถานประกอบการเห็นความสำคัญกับสุขภาวะ และสุขภาพของพนักงาน ภายใต้โครงการต่างๆ เช่น สถานประกอบการปลอดโรค ปลอดภัย กายใจเป็นสุข พร้อมกับการประกวดสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ทั้งระดับจังหวัด และระดับประเทศ ทำให้มีสถานประกอบการเข้าร่วมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
          
ทำให้สถานประกอบการเหล่านี้ จัดมาตรการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานดีขึ้น เช่น ตรวจสุขภาพพนักงานเป็นประจำ จัดสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล จัดอุปกรณ์ป้องกัน และดูแลความปลอดภัยในการทำงาน
          
รวมถึงจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสม ปลอดภัย เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้พนักงาน เช่น จัดสถานที่สูบบุหรี่เป็นการเฉพาะ ส่งเสริมการออกกำลังกาย และมีมุมพักผ่อนหย่อนใจ จัดกิจกรรมวันครอบครัว หรือตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือพนักงาน
          
อย่างไรก็ตามยอมรับว่าปัจจุบันคนทำงานเริ่มความสำคัญกับสุขภาพของตนเองมากขึ้น มีการเรียกร้องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งค่าจ้าง ผลตอบแทน และสวัสดิการต่างๆ เช่น ด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน มีการจัดตั้งสหภาพแรงงานเพิ่มขึ้น
          
"แต่ในภาพรวมแล้ว คนทำงานยังไม่ตระหนักมากพอ ถึงความปลอดภัย และโรคที่เกิดจากการทำงาน ซึ่งหลายโรคไม่เห็นผลในวันนี้ แต่จะสะสมนับสิบปีตลอดช่วงการทำงาน เช่น มะเร็ง ดังนั้นต้องช่วยกันรณรงค์กันต่อไปทั้งให้เจ้าของกิจการเอาใจใส่คนทำงานอย่างจริงจัง หากงานมากก็หมายถึงต้องจ้างคนเพิ่ม
          
ส่วนคนทำงานเองก็ต้องใช้ชีวิตอย่างสมดุล มากขึ้น ทั้งงาน และชีวิตส่วนตัว ไม่เช่นนั้น ในระยะยาวเงินที่หามาได้จะหมดไปกับการ รักษาพยาบาล อย่างที่หลายๆ คนเป็นให้เรา ได้เห็นแล้ว"
          
''นอกจากอุบัติเหตุยังมีโรคจากการทำงาน ซึ่งการทำงานประจำวันจะกระตุ้นให้เกิดโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะคนทำงานเป็นกะ เนื่องจากมีแนวโน้มกินอาหารหวาน เพื่อต้องการความสดชื่น มีการกิน และนอนผิดเวลา ทำให้ระบบของร่างกายที่ช่วยซ่อมแซมอวัยวะเสื่อม''
 
(กรุงเทพธุรกิจ, 10-9-2557)



ลงวันที่ 17/09/2014 14:11:29
จำนวนผู้ชม 2327 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์