10 มิ.ย. 56 - ซีเอ็นเอ็นมันนี่ ระบุว่า แผนที่ถูกขนานนามว่า "อาเบะโนมิกส์" ตาม นายชินโสะ อาเบะ ผู้นำญี่ปุ่น ประกอบด้วย 3 มาตรการหลักหรือลูกธนู 3 ดอก ได้แก่ เพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการซื้อพันธบัตรของธนาคารกลาง (BOJ) และการปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง
โดยอาเบะเชื่อว่ามาตรการข้างต้น จะช่วยดึงราคาสินค้าให้พุ่งขึ้น สิ้นสุดภาวะเงินฝืดที่ยาวนานกว่าทศวรรษ และช่วยให้เศรษฐกิจแดนปลาดิบกลับมาผงาดในเวทีโลกอีกครั้ง
ลูกธนูดอก ที่ 1 และ 2 เริ่มใช้ไปแล้ว เหลือดอกที่ 3 ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นหัวใจหลักที่จะชี้ชะตาว่าแผนของอาเบะจะประสบความ สำเร็จหรือไม่ จากการรายงานของซีเอ็นบีซี ล่าสุดสุนทรพจน์ของนายกฯญี่ปุ่นแย้มว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจมีเป้าหมายเพิ่มรายได้ต่อหัวให้ถึง 1.5 ล้านเยน ภายใน 10 ปี และดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติเป็น 2 เท่าภายในปี 2563 โดยจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตลอดจนลดหย่อนภาษีสำหรับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงผ่อนคลายกฎเกณฑ์สำหรับหลายเซ็กเตอร์
โดยมาตรการดังกล่าวจะ เริ่มบังคับใช้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) นี้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่า การทอดเวลาออกไปแทนที่จะดำเนินการโดยเร็ว เป็นเพราะอาเบะต้องการหลีกเลี่ยงความไม่พอใจของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาสูงที่จะมีขึ้นในเดือนหน้าและหากพรรดแอลดีพีต้น สังกัดของอาเบะสามารถครองเสียงข้างมากในสภาสูง การผลักดันกฎหมายของรัฐบาลก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น
แม้จะอัดแน่นด้วย มาตรการหลากหลาย แต่สุนทรพจน์ของอาเบะกลับสร้างความผิดหวังให้ตลาดที่ต้องการเห็นการปฏิรูป เชิงรุก โดยเฉพาะในตลาดแรงงาน
เนื่องจากแรงงานทั่วไปที่ทำงานเต็ม เวลาได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่จากกฎหมาย ทำให้นายจ้างไม่สามารถปลดพนักงานออกได้แม้บริษัทขาดทุน ข้อดีของกฎหมายปัจจุบันคืออัตราว่างงานของญี่ปุ่นอยู่ที่เพียง 4.1% ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจซบเซา ส่วนข้อเสีย ได้แก่ ทำให้นายจ้างไม่ยอมเพิ่มจำนวนพนักงานเต็มเวลา โดยปัจจุบันลูกจ้างมากกว่า 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นเป็นพนักงานชั่วคราวหรือพาร์ตไทม์ และยังมีส่วนทำให้บริษัทอิเล็กทรอนิกส์สัญชาติญี่ปุ่นล้าหลังบริษัทต่างชาติ เนื่องจากเจอปัญหายุ่งยากในการปิดโรงงานที่ไม่ทำกำไรซึ่งหมายถึงการลอยแพ พนักงานด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ผลของลูกธนูดอกที่ 2 ช่วงแรกทำให้ค่าเงินเยนก็อ่อนลงอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มกำไรให้ผู้ส่งออกและผลักดันดัชนีนิกเคอิสูงทุบสถิติในรอบหลายปี จนสัปดาห์ที่แล้วตลาดหุ้นญี่ปุ่นเริ่มฟุบ มีการ
เทขายอย่างหนักหลาย วัน เนื่องจากนักลงทุนไม่มั่นใจศักยภาพของอาเบะโนมิกส์ ตลอดจนกังวลว่าผลข้างเคียงที่เกิดจากการทุ่มเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะยิ่ง ซ้ำเติมปัญหาหนี้สาธารณะที่วิกฤตอยู่แล้ว
นักเศรษฐศาสตร์แนะให้รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งสะสางปัญหาหนี้สินของประเทศที่คาดว่าจะพอกพูนถึง 230% ของจีดีพีภายใน
ปี 2557 ด้วยการคลอดแผนตัดลดสวัสดิการและขึ้นภาษีในระยะกลาง ส่วนองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แม้ไม่ได้คัดค้าน
อาเบะโนมิกส์ แต่ก็เตือนให้ญี่ปุ่นหาแนวทางควบคุมหนี้สาธารณะโดยเร็ว
นอก จากนี้ยังมีความวิตกว่า อานิสงส์ของมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะตกไปอยู่ที่ตลาดหุ้นเท่านั้น แต่ไปไม่ถึงภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง จนถึงขณะนี้ค่าจ้างแรงงานยังคงที่ ส่วนยอดขายปลีก ยังน่าผิดหวัง
อีกด้านหนึ่ง BOJ พยายามซื้อพันธบัตรระยะยาวอย่างต่อเนื่องเพื่อดึงราคาให้สูง ซึ่งในอีกด้านหนึ่งคือการฉุดอัตรา
ผล ตอบแทนให้ต่ำ หวังกระตุ้นให้นักลงทุนนำเงินไปซื้อสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ทว่า หลังมีเสถียรภาพอยู่ระยะหนึ่ง ราคาพันธบัตรญี่ปุ่นเริ่มร่วง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอายุ 10 ปีขยับแตะ 1% ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งสูงที่สุดในรอบมากกว่า 1 ปี
นัก เศรษฐศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า การทำงานของ BOJ มีจุดประสงค์ที่ขัดแย้งกันเอง ด้านหนึ่งพยายามลดอัตราผลตอบแทนพันธบัตร อีกด้านหนึ่งหาทางเพิ่มอัตราเงินเฟ้อซึ่งมีผลกดดันให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น
ปัญหาเหล่านี้ และความเชื่อมั่นของตลาดที่เริ่มสั่นคลอน อาจทำให้อาเบะโนมิกส์เป็นแค่แผนล้มเหลวอีกแผนหนึ่งเท่านั้น