20 ก.ค. 2555 เวลา 14:42:13 น.
ไม่นานผ่านมา ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมห้องเรียนสาธารณะสื่อสารความรู้เรื่องหลักประกันสุขภาพ ภายใต้หัวข้อ "นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต ไม่ถูกถามสิทธิ ใกล้ที่ไหน ไปที่นั่น" ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีนักศึกษาเข้าร่วมกับอบรม ฝึกคิด ฝึกเขียนในประเด็นดังกล่าวกว่า 30 คน
เบื้องต้น "น.พ.วินัย สวัสดิวร" เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บอกว่า ตามที่มีการบูรณาการ 3 กองทุนคือ กองทุนสวัสดิการข้าราชการ, กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกองทุนประกันสังคม เพื่อดำเนินโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต ไม่ถูกถามสิทธิ ใกล้ที่ไหน ไปที่นั่น ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-20 มิถุนายน พบว่ามีผู้เข้าถึงบริการโดยใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนนอกระบบจำนวน 2,714 คน จาก 191 โรงพยาบาล ใน 50 จังหวัด ที่สามารถช่วยชีวิตประชาชนได้ 92.6%
โดยรัฐบาลได้จ่ายเงินชดเชยให้โรงพยาบาลไปแล้วกว่า 31.51 ล้านบาท
ล่าสุดสำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ทำการสำรวจความพึงพอใจต่อโครงการ หรือมาตรการเร่งด่วน
ต่าง ๆ ของรัฐบาลจำนวน 20 โครงการ พบว่า 10 อันดับแรกของโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิตฯ ประชาชนพอใจเป็นอันดับหนึ่ง มากกว่าโครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบขั้นบันได, การปราบปรามยาเสพติด และการเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน
นอกจากนั้น "น.พ.วินัย" ยังกล่าวต่อว่า โครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิตฯ ดำเนินมา 3 เดือน พบว่ายังมีปัญหาอยู่บ้าง
เช่น โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งยังเรียกเก็บเงินจากคนไข้ก่อน ส่วนใหญ่พบในพื้นที่ กทม.
"นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลเอกชนยังเห็นว่าค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ของการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่เบิกได้ยังน้อยอยู่ ดังนั้นคงจะต้องมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาพูดคุยกันเพื่อหาข้อสรุปต่อไป"
"เพราะโครงการนี้ประชาชนให้การตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากได้ช่วยชีวิตประชาชนโดยตรง อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวจะดำเนินการต่อไปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของ 3 กองทุน คือการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี, ผู้ป่วยเอดส์ และผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้"
ซึ่งเชื่อแน่ว่าจะมีประโยชน์ต่อประชาชนเป็นอย่างมากเช่นกัน !