นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังประชุมประเมินสถานการณ์ผลกระทบจากเหตุการณ์ภัยพิบัติที่ญี่ปุ่น ที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและจักรยานยนต์ ร่วมกับค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น อาทิ โตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน อีซูซุ ว่า จากการหารือดังกล่าวได้ข้อสรุปว่า ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน จนถึงเดือนมิถุนายนนี้ บริษัทรถยนต์ทุกยี่ห้อ จะลดกำลังการผลิตลงเฉลี่ยร้อยละ 50 ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละค่ายว่าค่ายใดใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หรือ Local Content จำนวนมากน้อยเพียงใด โดยการลดกำลังการผลิตลงจะทำให้มีรถยนต์หายไป 1.5 แสนคันในช่วงกลางเดือนเมษายน-ต้นเดือนมิถุนายน สร้างความเสียหายรวมกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท และยังทำให้การส่งมอบรถยนต์บางรุ่นล่าช้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งอาจจำเป็นต้องคืนเงินค่าจองรถยนต์ให้ลูกค้าบางส่วน สำหรับการผลิตรถยนต์ในช่วงลดกำลังการผลิตนี้ ค่ายรถยนต์ต่างๆ จะใช้ชิ้นส่วนสำรอง หรือ Safty Stock ขณะที่สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม หรือ สมอ. จะพิจารณาช่วยเหลือ ผ่อนคลายกฎระเบียบในการตรวจสอบมาตรฐานชิ้นส่วนมาตรฐานบังคับกรณีโรงงานใน ญี่ปุ่นที่ป้อนชิ้นส่วนให้ ที่ได้รับความเสียหายจนจำเป็นต้องเปลี่ยนผู้ผลิตรายใหม่ นอกจากนี้ แต่ละค่ายรถยนต์ต่างยืนยันว่า จะไม่มีการปลดคนงาน แต่จะใช้ช่วงเวลานี้พัฒนาฝีมือแรงงานให้ดีขึ้น พร้อมกันนี้ ยังรับปากจะนำแรงงานของผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อยมาพัฒนาทักษะการทำงานให้ด้วย ส่วนการผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก ยืนยันไม่ได้รับผลกระทบ เพราะใช้ชิ้นส่วนในประเทศเป็นหลัก
นายวิฑูรย์ กล่าวด้วยว่า ส่วนผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์รายย่อยนั้น จะมีความชัดเจนในวันพฤหัสบดีหน้า (28 เม.ย.54) ว่า จะได้รับผลกระทบกี่ราย โดยผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงินและกระทบต่อการชำระสินเชื่อ ซึ่งเรื่องนี้จะขอความช่วยเหลือจากธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ต่อไป
(สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์, 22-4-2554)