"ไทยสตีลเคเบิล" ต่อเติมทัศนคติ สร้างจุดยืนองค์กร

"ไทยสตีลเคเบิล" ต่อเติมทัศนคติ สร้างจุดยืนองค์กร | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM



        -เปิดมุมมองความคิดเจเนอเรชั่นที่ 2 ของตระกูล "พัฒนะเมลือง"
        - บริหารกิจการในยุค hi speed internet ต้องทำตัวเป็นเด็กที่พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา
        - เทปูนเสริมเหล็กวัฒนธรรมสไตล์สากล สู่เป้าหมายเป็น 1 แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
        - ใครว่าลูกเถ้าแก่สบาย??? กว่าจะขึ้นแท่นบริหารต้องฝ่าด่าน 18 อรหันต์
       
        "ไทยสตีลเคเบิล" เป็นยักษ์ใหญ่ทางด้านการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์รถยนต์-จักรยานยนต์ประเภทสายเคเบิ้ลและอุปกรณ์เสริม
       
       ความสำเร็จที่ผ่านมาหลายสิบปีในอดีต ดูเหมือนว่าจะไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วในยุคที่ธุรกิจเปลี่ยนแปลงแทบจะทุกวินาที
       
        การผ่องถ่ายแนวทางบริหารมาสู่รุ่นที่ 2 ของตระกูล "พัฒนะเมลือง" เพื่อเปิดเกมรุกและรับทางธุรกิจให้เหนือชั้นกว่า มีสีสันและองศาความคิดที่น่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะประเด็นของการปลูกฝังทัศนคติ เพื่อสร้างจุดร่วมผลักดันให้องค์กรเติบโต...
       
       ธุรกิจต้องมองตัวเองใหม่หมดM
       
        สริศ พัฒนะเมลือง รองกรรมการบริหาร บริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ผู้จัดการรายสัปดาห์" ถึงแนวทางบริหารองค์กรว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกการค้าปัจจุบัน ทำให้ธุรกิจต้องเริ่มมองตัวเองใหม่หมด ต้องมองให้ทะลุปรุโปร่งว่าปัจจุบันองค์กรเป็นอย่างไร? และมีจุดยืนทางธุรกิจอยู่ตรงไหน?
       
        "สมัยก่อนถ้ามองว่าบริษัทเคยใหญ่โตขายอะไหล่ได้มากที่สุด ก็ไม่ต้องทำอะไรมากนอนสบายเลยดีกว่า แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าโทรทางไกล ราคาไม่กี่บาท ต้องสตาร์ทใหม่ว่าจุดที่เคยยืนอยู่เหมือนเป็นราชา แต่วันนี้ต้องมองว่าเรากำลังเป็นเด็กที่โต เพราะทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดเลย ตลาดที่เคยเป็นประเทศไทย ตอนนี้กลายเป็นของทั้งโลก ต้องไปแข่งขันกับคนทั้งโลก จึงต้องทำตัวเป็นเด็กกำลังโตที่พร้อมจะเรียนรู้ทุกด้าน"
       
        หลังการกระโดดเข้ามาบริหารงานเต็มตัว 2-3 ปีที่ผ่านมา วิสัยทัศน์ที่ไทยสตีลเคเบิลเล็งคือ ต้องการเป็นที่ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเขามองว่าไม่ใช่ฝันเกินจริงเลย เพราะตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกของโลก ได้แก่ 1. ญี่ปุ่น 2. อเมริกา และ 3.ยุโรป แต่ละปีมียอดขายรวมกันมากกว่า 5-6 ล้านคัน
       
        ขณะที่ประเทศไทยมีความต้องการรถยนต์ต่อปี 1 ล้านคัน ถ้ามองรวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีประมาณ 3-4 ล้านคัน ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับการเติบโตของกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่ ดังนั้นในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีศักยภาพ คาดว่าในปี 2010 บริษัทจะสามารถครอบครองความเป็นผู้นำในตลาดอะไหล่ชิ้นส่วนรถยนต์ประเภทสายเคเบิ้ลได้ทั้งหมด
       
        การแปลงฝันไปสู่ความได้เปรียบทางธุรกิจ สริศเล่าว่า ในเมื่อธุรกิจหมุนเร็ว บริษัทเองก็ต้องไปให้เร็วเท่าทันกันด้วย โดยที่ผ่านมาหลังจากพัฒนาได้ครอบคลุมทุกด้านแล้ว ส่วนสุดท้ายที่ยังต้องเดินหน้าต่อคือการพัฒนาคน ซึ่งถือเป็นอีกนโยบายหลักขององค์กร
       
        "การตั้งวิสัยทัศน์เป็นที่หนึ่ง เราต้องดูก่อนว่าบุคลากรของเราพร้อมหรือยังที่จะไปกับเรา ถ้ามองว่าผู้บริหารภาษาอังกฤษพูดได้ จะบินไปไหนก็ได้ ก็ไปเลยไม่ต้องกลัว ก็ทำได้แต่ต้องมองต่อไปว่าแล้วคนอื่นจะบินตามไปกับเราด้วยหรือเปล่า ฉะนั้นเราต้องเริ่มสร้างทีมที่แข็งแรงก่อน
       
        และมองว่าปัจจุบันตลาดในประเทศทำได้ดีเข้าขั้นสมบูรณ์แบบแล้วยัง? ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มทักษะทีมงานเพื่อเตรียมตัวสู่ตลาดต่างประเทศด้วย สิ่งแรกที่ผมทำคือ บอกเล่าไอเดียเหล่านี้ และถ้าพนักงานเห็นด้วยให้กลับไปคิดต่อว่า จะต้องทำอะไรบ้างถึงจะเป็นที่หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ แล้วก็เอามาบอกผมด้วย จะได้หา solution ก้าวไปด้วยกัน"
       
       เร่งเดินหน้าลดจุดอ่อน
       
        สริศกล่าวต่อว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาหลังเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจ หลายคนมองว่าได้สร้างผลงานทำให้บริษัทใหญ่ขึ้น ผลประกอบการดีขึ้น แต่เขายืนยันว่า ความสำเร็จทางธุรกิจไม่ได้มาจากฝีมือส่วนตัว เพราะมองว่าทำคนเดียวอย่างไรก็เป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่ปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้นมาจากผลรวมขององค์กร
       
        แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือการมองเน้นย้ำไปที่จุดอ่อน เพื่อสร้างแรงฮึดให้องค์กรเก่งกว่านี้ สามารถดูแลตัวเองได้มากกว่านี้
       
        "การที่บริษัทโตขึ้นใหญ่ขึ้นถือว่าโอเคเป็นเรื่องที่โชคดี แต่จุดที่ยังไม่ดีก็คือเราอยากให้องค์กรเก่งกว่านี้ พนักงานดูแลกันเองได้ มีความคิดริเริ่มของตัวเอง และผลักดันให้องค์กรอยู่ได้ด้วยตัวเองมากกว่ารอให้ทีมผู้บริหารคอยผลักดัน ส่วนตัวยังไม่พอใจกับความสำเร็จ อยากให้ออกมาดีกว่านี้ขึ้นไปอีก" เขากล่าว
       
        การวางรากฐานให้แน่นหนากับองค์กรแห่งนี้ เขาพยายามสร้างวัฒนธรรมที่มีบรรยากาศความเป็นสากลในการทำงาน โดยเอาข้อดีของการฝึกงานกับบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นมาพยายามปรับใช้ อย่างเช่น ในญี่ปุ่นจะให้เกียรติกันด้วยการเรียกชื่อตำแหน่งนำหน้า แต่ลักษณะคนไทยจะเรียกคนที่อายุมากกว่าเป็นพี่หมด ทำให้บรรยากาศการทำงานเกิดความเกรงใจกันน้อยลง เพราะความเป็นพี่เป็นน้องที่มีมากเกินไป ซึ่งลักษณะขององค์กรที่ดีจะต้องเคารพกันที่หน้าที่ความรับผิดชอบของตำแหน่งงาน นอกเวลางานเป็นพี่น้องกัน แต่ในเวลางานต้องให้เกียรติกันตามสายงาน
       
        รวมถึงการสานสายสัมพันธ์แต่ละสายงานบังคับบัญชาให้มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้น เหมือนพี่เหมือนน้อง ไม่ใช่เจ้านายกับลูกน้อง
       
        "เวลาผมทำอะไรก็ตาม ผมจะเน้นไปตามสายบังคับบัญชา ต่างจากเมื่อก่อนที่องค์กรเล็กทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับเจ้านาย แต่ถ้าเราต้องการจัดองค์กรให้ทันสมัย ดูอินเตอร์ ผู้จัดการทุกคนต้องมีหน้าที่รับผิดชอบต่อทีมงานของตัวเอง ถ้าพนักงานไม่มาทำงาน ซีอีโอก็ไม่มีสิทธิ์ไปเซ็นลาให้ ถือว่าข้ามหน้าผู้จัดการ เป็นการบริหารงานบริหารคนตามความรับผิดชอบจริงๆ"
       
        สริศกล่าวต่อไปว่า แนวทางบริหารคนจะมองใน 3 มิติคือ 1. ดูเรื่องผลการปฏิบัติงาน 2. ทัศนคติว่ามีวิธีคิดเป็นอย่างไร?รู้สึกดีๆ กับองค์กร หรือว่าทำท่าอยากก่อม๊อบตลอด และ 3. วัดคนที่ทักษะมีความสามารถจริงๆ
       
        โดยพนักงานทุกฝ่ายต้องปรับปรุงงานทั้ง 3 ส่วนนี้ตลอดเวลา สำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่รับเข้ามาทำงานจะเน้นเรื่องทัศนคติเป็นตัวหลัก เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีให้รักองค์กร เห็นความสำคัญของงานตัวเอง และมองบริษัทในแง่ดี เพียงเท่านี้ก็โอเค จากนั้นจึงค่อยพัฒนาทักษะในเนื้องานติดตามมา และพอขึ้นสูงถึงระดับบริหาร ก็จะเน้นทักษะเฉพาะด้านกันอีกครั้งหนึ่ง
       
        "ในกลุ่มผู้บริหารระดับสูง พอถามว่ารักบริษัทไหม? เขาตอบว่า "รัก" แต่ความรักอย่างเดียวไม่สามารถทำธุรกิจได้ เราก็ต้องชี้ว่าแต่ละคนก็มีข้อดีข้อเสีย ต้องช่วยกันปรับปรุงพัฒนา อย่างเรื่องทัศนคติที่ดีหลายคนเริ่มปรับตัวได้เยอะ แทนที่เมื่อก่อนมีผมนั่งบ่นอยู่คนเดียว เดี๋ยวนี้หลายคนช่วยกันบ่นให้องค์กรได้ดี มีความรู้สึกรักองค์กรกันมากขึ้น"
       
        ภารกิจของสริศคือ ปลูกฝังความรักให้องค์กร ช่วยให้ทุกคนมีผลงานออกมาดี มีความสุขกับการทำงาน ทุกคนอยู่ได้และมีความสำคัญกับบริษัท "ทุกวันนี้เราพยายามทำให้ภาพลักษณ์องค์กรออกมาดีที่สุดในสายตาลูกค้า คู่ค้าบางรายที่ชอบเราก็มี ไม่ชอบเราก็มี แน่นอนว่าเราคงไม่มีทางทำให้ลูกค้าและคู่ค้ามีความสุขในทุกด้าน"
       
        เขาเล่าว่า เวลาประเมิน QCD ของบริษัท Q คือ Quality บริษัทสามารถส่งของให้บริษัทรถยนต์ได้ถูกต้องไม่ผิดแบบ D คือ Delivery สามารถส่งของได้ตรงเวลา แต่ C คือ Cost ที่ลูกค้าต้องการต้นทุนที่ดีที่สุดหรือลดราคาตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่บริษัทยังทำให้ไม่ได้
       
        เขาอธิบายว่า ถ้า Q กับ D คือลูกค้ามีความพอใจแล้ว บริษัทก็อยากทำให้ over มากขึ้นไปอีกจากความพอใจที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถือเป็น 2 ประเด็นที่ต้องทำต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่เรื่องของต้นทุนราคาเป็นเรื่องของธุรกิจที่ต้องต่อรองกัน
       
       ลูกเถ้าแก่ทำอะไรก็ถูกจับตา
       
        กว่าจะขึ้นมาบริหารกิจการร้อยล้านพันล้านได้ภาคภูมิอย่างทุกวันนี้ สริศก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับ "ลูกเถ้าแก่" ทั้งหลาย ที่ต้องไปเรียนรู้งาน และสั่งสมฝีมือบวกประสบการณ์ให้คนรอบข้างยอมยกนิ้วโป้ง
       
        เขาใช้เวลาเกือบ 2 ปีในการฝึกงานในตำแหน่ง management trainee ที่บริษัทแม่ของไทยสตีลเคเบิลที่ประเทศญี่ปุ่น ลุยดะทุกสายงานตั้งแต่สายพานผลิต ส่งของ ยกของ ไปจนถึงงานเดินเอกสาร ข้อดีของการฝึกงานทำให้เขาได้เรียนรู้เรื่องการสร้างสายสัมพันธ์กับคนญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นเครดิตที่ดีในการติดต่อประสานงานจวบจนทุกวันนี้
       
        ก้าวแรกของการเข้ามาทำงานในบริษัท เขาเล่าว่า พอเข้ามาทำงานแล้วมักจะถูกมองว่า "ไอ้คนนี้มีเจ้านายเป็นพ่อของตัวเอง หรือไอ้คนนี้หละลูกเจ้าของบริษัทแล้วจะทำงานได้หรือเปล่า?" ถือเป็นคำท้าทายที่หลั่งไหลมาจากทุกฝ่าย ไม่ได้เกิดการยอมรับในทันที
       
        "เวลาพูดอะไรผิดในที่ประชุมจะโดนอัดกลับมาเต็มๆ เลย คนที่ทำงานมานาน 10 ปีแรกๆ เขาจะไม่ยอมรับ เราก็ต้องดูว่าทิศทางเป็นอย่างไรบ้าง มีการเมืองในองค์กรไหม? ศึกษาว่าระบบการทำงานแบบไทยๆ เป็นอย่างไร? และไอ้ที่ว่าดีของเมืองนอกเป็นอย่างไร? แตกต่างกันตรงไหน? พอบริหารงานผ่านไป 6 เดือนก็พยายามปรับในจุดที่ทำได้ก่อน"
       
        เขาบอกว่า แรกๆ จะเน้นไปทางด้านงานบุคคล สร้างระเบียบวินัยก่อน ตอนหลังก็เริ่มไปดูงานติดต่อต่างประเทศ พอรู้เรื่องมากขึ้นก็ดูแลงานทั้งบริษัท พอรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มปรับเปลี่ยนองค์กร ดึงเอาการผสมผสานแนวทางการทำงานแบบเก่ากับใหม่ เน้นการสร้างสายสัมพันธ์ แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนทำงานจริง อยู่ดึกอยู่ดื่น จากที่เคยตั้งข้อสงสัยว่าลูกเถ้าแก่ทำอะไรได้บ้าง? ก็เริ่มมองว่าเป็นคนทุ่มเท เอางานเอาการดี ก็ค่อยๆ สร้างการยอมรับขึ้นมาได้มากขึ้น
       
        "Memo ฉบับแรกที่ผมออกคือ ขอร้องเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือในที่ทำงาน อย่างงานบัญชีมือข้างหนึ่งคุยโทรศัพท์มือถือ อีกข้างหนึ่งคำนวณเลข คิดว่าโอกาสผิดจะมีไหม? ถือเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม ถ้าเป็นเรื่องด่วนรีบโทรไปเลย แต่ถ้าเรื่องไม่จำเป็นต้องเอาไว้ก่อน ที่ญี่ปุ่นเวลาทำงานทุกคนจะปิดเสียงโทรศัพท์มือถือหมด ถ้าของใครเสียงดังถือเป็นเรื่องอายมาก เพราะโดนมองไม่ใช่ด้วยสายตาโหดๆ แต่มองว่าเป็นของใครดัง"
       
        ทุกวันนี้เขาบอกว่า เวลาทำงานเขาไม่อยากโกรธ ไม่อยากเกลียด ไม่อยากทะเลาะกับใครเลย แต่ด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ "ท่านประธานสอนว่า ครั้งแรกต้องสอนพนักงาน ครั้งที่ 2 ต้องสอนหนักๆ ครั้งที่ 3 ต้องสอนหนักๆ เข้าไปอีก"
       
        ถ้าขืนมีครั้งที่ 4 ครั้งที่ 5 อาจจะต้องหันไปหยิบตำราพ่อสอนลูกแบบยกโหลเข้าข่ม (ใจ)

 

 

 

แหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ





จำนวนผู้ชม 3809 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์