ดูกันจะจะ!! เปิดผลสำรวจ ธุรกิจไหนปรับ "เงินเดือนสูง" ใครจ่าย "โบนัสหนัก"?

ดูกันจะจะ!! เปิดผลสำรวจ ธุรกิจไหนปรับ "เงินเดือนสูง" ใครจ่าย "โบนัสหนัก"? | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



ผลสำรวจแนวโน้มทรัพยากรบุคคลจาก ทาวเวอร์ส วัทสัน เรื่องแนวโน้มและประเด็นท้าทายด้านทรัพยากรบุคคลในประเทศไทยปี
2554
หรือ 2011 Flash Survey Result : HR Trends and Challenging Issues in
Thailand 2011 ที่เผยแพร่ออกมาเพื่อสำรวจประเด็นด้านทรัพยากรบุคคลใน 3 เรื่องใหญ่
ได้แก่ การปรับขึ้นเงินเดือน การจ่ายโบนัสตามผลงาน
และอัตราการเข้า-ออกของพนักงานตามรายอุตสาหกรรม
ซึ่งเป็นการสำรวจข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2553-2554
และคาดการณ์แนวโน้มด้านทรัพยากรบุคคลตามรายอุตสาหกรรมของปี
2555

พบว่าในเรื่องการปรับขึ้นเงินเดือน ธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ
ในประเทศไทย มีการปรับอัตราเงินเดือนเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
นับตั้งแต่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวเมื่อปี 2552 โดยภาพรวมอุตสาหกรรมทั่วไปในประเทศไทยยังมีการปรับอัตราเงินเดือนแก่พนักงานเพิ่มขึ้นทุกปีในอัตราเฉลี่ย
5.7-6.2% ระหว่างปี 2553-2555


ส่วนในปี 2555 นี้ ทาวเวอร์ส
วัทสันคาดการณ์ว่าจะมี 3
อุตสาหกรรมหลักที่จะปรับอัตราเงินเดือนแก่พนักงานสูงสุดเรียงตามลำดับ ได้แก่
อุตสาหกรรมการผลิต 7.1% อุตสาหกรรมการบริการทาง การเงิน 6.5%
และอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค 6.4%
ขณะที่ภาพรวมการปรับฐานเงินเดือนของทุกอุตสาหกรรมในปี 2555 มีค่าเฉลี่ยที่
6.2%


ด้านการจ่ายโบนัสแก่พนักงานแปรผันตามผลงาน หรือ variable bonus
ซึ่งหลายบริษัทนิยมนำมาใช้เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและผูกใจพนักงานมากขึ้น
เป็นการจ่ายโบนัสที่บางบริษัทใช้ทดแทนและเพิ่มเติมจากการจ่ายโบนัสแบบเก่า หรือ
fixed bonus
โดยผลสำรวจพบว่าภาพรวมการจ่ายโบนัสแปรผันตามผลงานของพนักงานและผลประกอบการของบริษัทในอุตสาหกรรมทั่วไประหว่างปี
2554-2555 มีค่ากลางที่ 3.4 เดือน หรือคิดเป็น 28.3%
ของฐานเงินเดือนทั้งปี


โดยในปี 2554
มี 3 อุตสาหกรรมที่จ่ายโบนัสแปรผันตามผลงานมากที่สุด ได้แก่
อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 5.5 เดือน อุตสาหกรรมการจัดการสินทรัพย์ 4.8 เดือน
และธุรกิจประกัน 3 เดือน ขณะที่ในปี 2555 ทั้ง 3
อุตสาหกรรมดังกล่าวยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจหลักที่มีการจ่ายโบนัสแปรผันตามผลงานสูงสุด
โดยมีการคาดการณ์การจ่ายโบนัสตามผลงานในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 5.6 เดือน
อุตสาหกรรมการจัดการสินทรัพย์ 4.8 เดือน ขณะที่ธุรกิจประกันจ่ายโบนัสตามผลงานในปี
2555 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเป็น 3.4 เดือน


อย่างไรก็ตาม
ผลสำรวจด้านอัตราการเข้า-ออกของพนักงาน หรือ staff turnover ยังพบว่า
แนวโน้มอัตราการเข้า-ออกของพนักงานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยตลอด 8 ปีที่ผ่านมา
มีแนวโน้มลดลงทุกปี
โดยในปีที่ผ่านมามีอัตราการเข้า-ออกของพนักงานในภาพรวมของทุกอุตสาหกรรมอยู่ที่ 7.6%
และอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเข้า-ออกของพนักงานสูงสุดคือ
อุตสาหกรรมสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค ที่มีอัตราเฉลี่ย 11.1%
ตามมาด้วยอุตสาหกรรมด้านการประกัน 10.1% และธุรกิจบริการทางการเงิน 8.6%
ตามลำดับ

ทั้งนี้
ยังพบว่าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเข้า-ออกของพนักงานต่ำสุดคือ
4.2% ในปี 2554 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างปีต่อปี
อัตราการเข้า-ออกของพนักงานในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนในประเทศไทยในปี 2554
ยังลดลง เมื่อเทียบกับปี 2553 ที่มีอัตราการเข้า-ออกของพนักงานอยู่ที่ 4.4%
ด้วย

นอกจากนี้ ในการสำรวจดังกล่าวของทาวเวอร์ส วัทสัน
ยังได้ศึกษาถึงผลกระทบจากนโยบายเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ
และค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับผู้จบการศึกษาปริญญาตรีของรัฐบาลชุดปัจจุบันไว้ด้วย

โดยผลสำรวจจากความคิดเห็นของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในเรื่องนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำพบว่า
70% ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่เห็นด้วย และมีความกังวลต่อนโยบายการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
โดยส่วนใหญ่เป็นกังวลว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผลกระทบในทางลบต่อธุรกิจ
โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก
หรือเอสเอ็มอี

ส่วนภาคอุตสาหกรรมที่น่าจะได้รับผลกระทบอย่างมากจากนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต 68% อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค 44% อุตสาหกรรมยานยนต์
39% และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 37%

อีกทั้ง 62%
ของผู้ตอบแบบสอบถามยังระบุว่า นโยบายนี้จะทำให้กำไรของธุรกิจลดลง และอีก 38%
มองว่าจะทำให้การจ้างงานลดลง ผู้ตอบแบบ สอบถามอีก 69%
บอกว่าจะเป็นภาระต่อการทำกำไรของธุรกิจ ขณะที่ตัวแทนธุรกิจที่ตอบแบบสอบถามเหล่านี้
84% ควบคุมต้นทุนจากการดูเรื่องต้นทุนแรงงาน 84%
และจากการควบคุมต้นทุนด้านการจัดซื้อและขายสินค้าและบริการ 68%

ส่วนในระยะยาว
หลายบริษัทให้ความเห็นว่า
ธุรกิจจำเป็นต้องมีมาตรการรับมือกับนโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ
ภายหลังนโยบายนี้มีผลบังคับใช้ด้วยการใช้เครื่องมือหรือเครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงานคน
37% หรือด้วยการเพิ่มราคาสินค้าและผลิตภัณฑ์ 33%
รวมถึงการพิจารณาเรื่องการลดกำลังแรงงาน 28% นอกเหนือจากมาตรการอื่น ๆ ที่จะนำมาใช้
อาทิ การลดกำลังการผลิต 6% การย้ายไปประกอบกิจการในประเทศเพื่อนบ้าน 3%
การใช้แรงงานข้ามชาติ 3% หรือแม้กระทั่งการปิดกิจการ 2%


นับว่าในปี 2555 ประเด็นเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ
และการดำเนินการภายหลังนโยบายภาครัฐมีผลบังคับใช้จะเป็นเรื่องที่ท้าทายต่องานบริหารทรัพยากรบุคคล
ซึ่งหลายธุรกิจและอุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์รับกับความเปลี่ยนแปลงต่อไป

ที่มา : prachachat.net





จำนวนผู้ชม 3462 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์