หลักเกณฑ์ การค้ำประกันการทำงาน ของนายจ้าง เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

หลักเกณฑ์ การค้ำประกันการทำงาน ของนายจ้าง เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 62/2543

หลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงานของนายจ้างเป็นเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงานที่ทำเป็นหนังสือ จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 10 และ 11 มีผลผูกพันให้โจทก์นายจ้างและจำเลยที่ 1 ลูกจ้างต้องปฏิบัติตาม เมื่อข้อตกลงนี้มีผลผูกพันโจทก์และเป็นประโยชน์โดยตรงต่อจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2ย่อมมีสิทธิยกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อต่อสู้โจทก์ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 ปรากฏว่าขณะทำสัญญาค้ำประกันโจทก์ยังไม่มีหลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน ต่อมาโจทก์ได้ประกาศใช้หลักเกณฑ์การค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. 2525 และแก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ. 2528 กำหนดวงเงินค้ำประกันโดยให้ถือตำแหน่งที่ว่าจ้างครั้งแรกเป็นเกณฑ์กำหนดวงเงินซึ่งพนักงานระดับ 3 มีวงเงินค้ำประกันจำนวน 100,000 บาทอันเป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองยิ่งกว่าสัญญาค้ำประกันที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดโดยสิ้นเชิงตามจำนวนที่โจทก์เสียหาย ต่อมาโจทก์ได้ออกหลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. 2537 มายกเลิกหลักเกณฑ์การค้ำประกันฉบับ พ.ศ. 2525และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2528 แต่ก็ยังกำหนดวงเงินค้ำประกันของพนักงานคุณวุฒิปริญญาตรี ซึ่งเป็นคุณวุฒิและระดับของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจ้างครั้งแรกให้มีวงเงินค้ำประกันจำนวน 100,000 บาท ซึ่งเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 2 เช่นเดิมหลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. 2537 จึงผูกพันให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตาม โดยเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ได้กำหนดขึ้นใหม่ มิใช่การบังคับใช้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้มีผลย้อนหลังเมื่อจำเลยที่ 1 เริ่มเข้าทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งนิติกร คุณวุฒิปริญญาตรี จึงย่อมมีวงเงินค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดเพียง 100,000 บาท มิใช่ต้องรับผิดตามจำนวนเงินที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งที่จำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งอยู่ในขณะที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์


โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน โดยสัญญาว่าถ้าจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยที่ 2 ยินยอมชดใช้แทนให้แก่โจทก์โดยสิ้นเชิงภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาเงินของลูกค้าผู้ฝากเงินและเงินของโจทก์ จำเลยที่ 1 กระทำผิดสัญญาจ้างโดยทำเอกสารการถอนเงินขึ้นแล้วปลอมลายมือชื่อผู้ฝากเงินและปลอมเอกสารอย่างอื่นรวม 84 ครั้ง แล้วจำเลยที่ 1 เอาเงินของโจทก์และลูกค้าผู้ฝากเงินไปเป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 48,834,525.51 บาท เป็นผลให้เงินฝากของลูกค้าที่ฝากไว้ประเภทฝากประจำประเภท 3 เดือน และ 6 เดือนดังกล่าว ซึ่งโจทก์จะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี คิดจากวันที่โจทก์ต้องนำเงินคืนเข้าบัญชีให้แก่ลูกค้าแต่ละครั้งรวมเป็นเงินดอกเบี้ย 10,001,040.24 บาทรวมเป็นเงินค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับทั้งสิ้น 58,844,666.75 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดในเงินดังกล่าวด้วย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 58,844,666.75 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 48,843,525.51 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นผู้ชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ความรับผิดตามหนังสือรับรองและสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ระงับสิ้นผลในทางกฎหมายแล้วจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 เข้าผูกพันตามหนังสือรับรองและสัญญาค้ำประกันการทำงานโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรม จำเลยที่ 2เข้าค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งหน้าที่การงานซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่ในการอนุมัติการฝากหรือการเบิกจ่ายเงินดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 2 มิได้มีเจตนาที่จะผูกพันให้รับผิดเกินกว่าฐานานุรูปและกำลังความสามารถของจำเลยที่ 2 การทำนิติกรรมตามหนังสือรับรองและสัญญาค้ำประกันจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 มิได้ตกลงยินยอมผูกพันตนเองในฐานะลูกหนี้ร่วมและมิได้ตกลงยินยอมสละข้อต่อสู้ของผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างหรือกระทำการทุจริต โจทก์มิได้จ่ายเงินคืนให้แก่ลูกค้า โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสอง เพราะโจทก์มีหน้าที่จะต้องชำระดอกเบี้ยเงินฝากให้แก่ลูกค้าอยู่แล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ (ที่ถูกจำเลยที่ 1) ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย (ที่ถูกโจทก์) เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2525 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม 2536 ถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1ซึ่งทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสาขาบางวัวได้ปลอมแปลงใบถอนเงินและถอนเงินของลูกค้าจากบัญชีเงินฝากประเภทฝากประจำแล้วทุจริตเอาเงินดังกล่าวไปทำให้โจทก์เสียหายรวมจำนวน 58,844,666.75 บาท และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 48,843,525.51 บาท ขณะที่จำเลยที่ 2ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 โจทก์ยังไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน แต่ต่อมาโจทก์ได้กำหนดหลักเกณฑ์การค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. 2525และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2528 และต่อมาเมื่อปี 2537 โจทก์ได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. 2537 หลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. 2537 ดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 10 และ 11 และเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ยิ่งกว่าสัญญาค้ำประกัน จึงต้องบังคับตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นใหม่ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์ด้วยมาตรา 20 จึงร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ไม่เกิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. 2537 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 58,844,666.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน48,843,525.51 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินดังกล่าวจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 10 และ 11 ใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างเท่านั้น แต่ไม่ใช้บังคับแก่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. 2537 ไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบถึงการค้ำประกันที่ทำขึ้นก่อนตามเอกสารหมาย จ.6 และแม้จำเลยทั้งสองจะทราบว่าจำเลยที่ 1 เริ่มงานในตำแหน่งใดแต่โจทก์จะต้องปรับเปลี่ยนตำแหน่งงานของจำเลยที่ 1 ให้สูงขึ้น จึงไม่ได้ระบุในสัญญาค้ำประกันว่า จำเลยที่ 2 ค้ำประกันในตำแหน่งใดและไม่ได้ระบุวงเงินอย่างสูงที่ผู้ค้ำประกันรับผิดไว้ การให้จำเลยที่ 2 รับผิดในวงเงินอย่างสูงที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งที่จำเลยที่ 1 เริ่มทำงานหลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. 2537 จึงไม่ชอบนั้นเห็นว่า หลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. 2537 เป็นเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงานที่ทำเป็นหนังสือ จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 10 และ 11 มีผลผูกพันให้โจทก์ผู้เป็นนายจ้างและจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกจ้างต้องปฏิบัติตาม เมื่อข้อตกลงนี้มีผลผูกพันโจทก์และเป็นประโยชน์โดยตรงต่อจำเลยที่ 2ผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิยกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อต่อสู้โจทก์ให้ปฏิบัติตามได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694นอกจากนี้ได้ความว่าขณะทำสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 โจทก์ยังไม่มีหลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน ต่อเมื่อปลายปี 2525 โจทก์ได้ประกาศใช้หลักเกณฑ์การค้ำประกันการทำงาน พ.ศ.2525 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2528 ตามเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งข้อ 2 และ 2.3 กำหนดวงเงินค้ำประกันโดยให้ถือตำแหน่งงานที่ว่าจ้างครั้งแรกเป็นเกณฑ์กำหนดวงเงิน ซึ่งพนักงานระดับ 3 มีวงเงินค้ำประกันจำนวน 100,000 บาท อันเป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองยิ่งกว่าสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 ที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดโดยสิ้นเชิงตามจำนวนที่โจทก์เสียหายต่อมาโจทก์ได้ออกหลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. 2537 ตามเอกสารหมาย ล.1 มายกเลิกหลักเกณฑ์การค้ำประกันฉบับ พ.ศ. 2525 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ. 2528 แต่ก็ยังกำหนดวงเงินค้ำประกันของพนักงานคุณวุฒิปริญญาตรี ซึ่งเป็นคุณวุฒิและระดับของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจ้างครั้งแรกให้มีวงเงินค้ำประกันจำนวน 100,000 บาท ซึ่งเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 2 เช่นเดิมหลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. 2537 จึงผูกพันให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตาม โดยเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ได้กำหนดขึ้นใหม่ มิใช่การบังคับใช้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้มีผลย้อนหลังและเมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เริ่มเข้าทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งนิติกร คุณวุฒิปริญญาตรีตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 จึงย่อมมีวงเงินค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดเพียง 100,000 บาท ตามทกำหนดไว้ในเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 1.2 และ 1.2.3 มิใช่ต้องรับผิดตามจำนวนเงินที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งที่จำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งอยู่ในขณะที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลอุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน

 

 

ที่มา : ศาลฎีกา




จำนวนผู้ชม 7299 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์