ผู้หญิงกับความเป็นผู้นำ ต้องพลิกฟื้นตัว-เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

ผู้หญิงกับความเป็นผู้นำ ต้องพลิกฟื้นตัว-เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



การก้าวขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าของ "ผู้หญิง" ได้รับการยอมรับมากแค่ไหนในยุคปัจจุบัน

จากผลสำรวจล่าสุดของเอคเซนเชอร์ ในหัวข้อ "เปิดมุมมองผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่มีต่อ "ผู้นำหญิงและความสามารถในการพลิกฟื้นตัว" (Women Leaders and Resilience : Perspectives from the C-Suite) ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงของส่วนงานต่าง ๆ กว่า 500 คน ได้แก่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEOs) ประธานด้านปฏิบัติการ (COOs) ประธานด้านการเงิน (CFOs) และประธานด้านทรัพยากรมนุษย์ (CHROs) ของบริษัทธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ใน 20 ประเทศในภูมิภาคยุโรป เอเชีย อเมริกาเหนือ และละตินอเมริกา ซึ่งปีนี้ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 6 แล้ว พบข้อมูลที่น่าสนใจ โดยผู้บริหารส่วนใหญ่ให้ความเชื่อมั่นว่า ศักยภาพในการพลิกฟื้นตัวและพร้อมปรับเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส (resilience) คือ กุญแจสำคัญในการ เสริมสร้างความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของบรรดาผู้หญิง

เพราะในข้อซักถามที่ว่า ผู้หญิงหรือผู้ชายที่มีศักยภาพในการพลิกฟื้นตัวและรับมือจัดการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสมากกว่ากัน ผู้บริหารถึงร้อยละ 53 เชื่อว่า ผู้หญิงมีศักยภาพดังกล่าวมากกว่าผู้ชาย ขณะที่ผู้บริหารร้อยละ 51 คิดว่าผู้ชายมีศักยภาพดังกล่าวมากกว่าผู้หญิง

ด้วยเหตุผลนี้แม้ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงตกต่ำแต่โครงการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานผู้หญิงของบริษัทเหล่านั้นจึงไม่ได้ลดลง โดยมีผู้ให้ความเห็นน้อยกว่าครึ่งหรือร้อยละ 48 ที่ชี้ว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงการเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้หญิงทำงานในองค์กรแต่อย่างใด

"นางสาวทิพรัตน์ วงศ์วัฒนะ" กรรมการอาวุโสกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ (products) บริษัทเอคเซนเชอร์ ประเทศไทย บอกว่า "เอเดรียน ลัจธา" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอคเซนเชอร์ ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ว่า ความสามารถในการฟื้นตัวเองให้คืนสู่สภาพปกติ ซึ่งเป็นการผสานระหว่างการปรับตัว ความยืดหยุ่น และความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ให้สำเร็จ อาจจะเป็นเกณฑ์ความก้าวหน้าในอาชีพ ขณะที่ปัจจุบันยังคงมีการแข่งขันที่รุนแรงและสภาพเศรษฐกิจไม่แน่นอน องค์กรที่มีความสามารถในการปรับตัวให้ก้าวสู่ความเป็นผู้นำได้จะมีความได้เปรียบอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังพบว่ามี ผู้บริหารเพียงจำนวนน้อยที่ล้มเลิกหลักสูตรเพื่อส่งเสริมความเป็นผู้นำ กิจกรรมการให้คำปรึกษา หรือโครงการสนับสนุนความเป็นผู้นำเพียงเล็กน้อย (ประมาณร้อยละ 3) ขณะที่ผู้บริหารร้อยละ 18 ให้ข้อมูลว่า พวกเขาได้เพิ่มเติมเนื้อหาของโครงการที่ว่าด้วยความเป็นผู้นำให้มีความเข้มข้นขึ้น ส่วนร้อยละ 22 ชี้ว่าบริษัทได้เพิ่มเติมในส่วนของการให้คำปรึกษา และร้อยละ 17 ได้ เพิ่มเติมเนื้อที่ในโครงการสนับสนุนความเป็นผู้นำเพียงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ในการสำรวจครั้งนี้ได้มีการสอบถามเพื่อขอให้ผู้บริหารชี้แจงว่า บริษัทที่ตนทำงานอยู่นั้นมีการดำเนินการอย่างไรบ้าง เพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าในอาชีพการงานของผู้หญิง ซึ่ง 5 ใน 10 รายระบุว่า บริษัทได้จัดให้มีการให้คำปรึกษา ตลอดจนจัดให้มีโปรแกรมเพื่อการบริหารชีวิตการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวให้เกิดสมดุลที่เหมาะสม คิดเป็นผู้บริหาร ร้อยละ 48 และ 46 ตามลำดับ

ขณะที่ร้อยละ 24 ของบริษัทที่สำรวจ มีการกำหนดแนวทางการสนับสนุนให้แก่ ผู้หญิงที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน และร้อยละ 37 ของบริษัทเหล่านั้นสนับสนุนให้พนักงานหญิงได้รับการฝึกอบรมจากหน่วยงานภายนอกองค์กร

ที่มากกว่านั้น ผู้บริหารยังระบุอีกว่า ผู้ที่มีความอาวุโสจะมีความสามารถในการปรับตัวและดึงตัวเองให้กลับมาสู่สภาพปกติหลังจากประสบปัญหาที่สูงกว่า โดยร้อยละ 77 พบว่าผู้บริหารในตำแหน่งผู้จัดการอาวุโสมักจะมีความสามารถในการพลิกฟื้นตัวให้กลับมาสู่สภาพปกติได้สูง ส่วนร้อยละ 55 ชี้ว่าเจ้าหน้าที่ที่มีตำแหน่งต่ำกว่าระดับผู้จัดการจะพลิกฟื้นตัวได้ในระดับปานกลาง และร้อยละ 36 ในตำแหน่งระดับต่ำกว่า ผู้จัดการจะมีการพลิกฟื้นตัวได้น้อย

เช่นเดียวกันกับทักษะของการจัดการในสถานการณ์คับขัน ความสามารถในการพลิกฟื้นตัวให้กลับมาสู่สภาพปกติเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้

ในเรื่องนี้ "เนลลี่ โบเรโร" ผู้บริหารด้านทรัพยากรมนุษย์และความหลากหลายของเอคเซนเชอร์ ได้แสดงความคิดเห็นว่า องค์กรชั้นนำจะสนับสนุนผู้หญิงที่มีความสามารถให้ได้เรียนรู้และได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย รวมถึงการฝึกอบรม การให้คำปรึกษา และการเพิ่มบทบาทหน้าที่เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพลิกฟื้นตัวและเพิ่มความเชื่อมั่นเพื่อเตรียมพร้อมในการที่จะก้าวสู่ความสำเร็จในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในอนาคต

นั่นคือภาพรวมที่ได้จากการสำรวจ เมื่อหันมาดูข้อมูลในระดับภูมิภาคจะเห็นความแตกต่างของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยนางสาวทิพรัตน์บอกว่า ในการสำรวจระดับภูมิภาคมีการจัดอันดับพนักงานผู้หญิง ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้ที่เกิดในระหว่าง ปี 1946-1964 หรือรุ่นเบบี้บูม (baby boomers) ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1965-1978 หรือรุ่นเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ (generation X) และผู้ที่เกิดหลังปี 1979 หรือเจเนอเรชั่น วาย (generation Y)

ในเรื่องระดับความเชื่อมั่น จากผู้ร่วมตอบคำถาม 4 ใน 10 คน หรือร้อยละ 41 ในอเมริกาเหนือระบุว่า ในกลุ่มของเบบี้บูมจัดว่าเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตนเองสูง ในขณะที่ในละตินอเมริการ้อยละ 45 ยุโรปร้อยละ 41 และเอเชีย-แปซิฟิกร้อยละ 36 ต่างก็มีความเห็นเช่นเดียวกันว่า คนในรุ่น เจเนอเรชั่นเอ็กซ์มีความเชื่อมั่นสูง

สำหรับระดับความสามารถในการผลิต ผู้ร่วมตอบคำถาม 4 ใน 10 คนเช่นเดียวกัน หรือร้อยละ 41 ในอเมริกาเหนือจัดให้คนที่เกิดในยุคเบบี้บูมเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการผลิตในอันดับต้น ๆ ขณะที่ผู้บริหารร้อยละ 36 ในละตินอเมริกา ร้อยละ 41 ในยุโรป และร้อยละ 32 ในเอเชีย-แปซิฟิก จัดให้คนในเจเนอเรชั่นเอ็กซ์เป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการผลิตในอันดับต้น ๆ

ความสามารถในการปรับตัว ผู้ร่วมตอบคำถามในทุกภูมิภาค สัดส่วนร้อยละ 33 ในอเมริกาเหนือ ร้อยละ 54 ในละตินอเมริกา ร้อยละ 41 ในยุโรป และร้อยละ 35 ในเอเชีย-แปซิฟิก พบว่ากลุ่มคนที่เกิดในยุค เจเนอเรชั่นวายจะเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการปรับตัวสูง

นอกจากนั้น ผู้บริหารระดับสูงในแต่ละภูมิภาคยังมีมุมมองที่แตกต่างกัน ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงที่มีความ เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด

โดยเรื่องของประสิทธิภาพ ผู้บริหารใน อเมริกาเหนือจะให้คะแนนในด้านความเชี่ยวชาญแก่ผู้หญิงร้อยละ 11 และร้อยละ 8 แก่ผู้ชาย ขณะที่ผู้บริหารในสัดส่วนที่มาก กว่าในภูมิภาคอื่น ๆ มีความเห็นว่า ผู้ชายมักจะมีความโดดเด่นในด้านนี้มากกว่าผู้หญิง โดยผู้บริหารในละตินอเมริกาให้ผู้หญิง ร้อยละ 7 ให้ผู้ชาย ร้อยละ 38 ในยุโรปให้ ผู้หญิง ร้อยละ 11 ให้ผู้ชาย ร้อยละ 19 และผู้บริหารในเอเชีย-แปซิฟิก ให้ผู้หญิงร้อยละ 11 ขณะที่ให้ผู้ชาย ร้อยละ 27

ด้านความเชื่อมั่น ผู้บริหารในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย-แปซิฟิก มักจะเชื่อมโยงความเชื่อมั่นในการวางตัวของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยในอเมริกาเหนือเป็นผู้หญิง ร้อยละ 9 ผู้ชาย ร้อยละ 26 ยุโรปผู้หญิง ร้อยละ 9 ผู้ชาย ร้อยละ 39 เอเชีย-แปซิฟิกผู้หญิง ร้อยละ 16 ผู้ชาย ร้อยละ 28 ตามลำดับ ในทางตรงกันข้ามผู้บริหารในละตินอเมริกาจะให้ความเชื่อมั่นในผู้หญิงมากกว่า โดยร้อยละ 38 เป็นผู้หญิง และร้อยละ 14 เป็นผู้ชาย

ในเรื่องการทำงานเป็นทีมซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการทำงานยุคปัจจุบัน ผู้บริหารในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย-แปซิฟิก มักจะมอบหมายงานที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้คนในหลายระดับให้แก่ผู้หญิงมากกกว่าผู้ชาย โดยผู้บริหารในอเมริกาเหนือในสัดส่วนผู้หญิงต่อผู้ชายคิดเป็น ร้อยละ 22 ต่อ 7 ยุโรป ร้อยละ 27 ต่อ 13 และเอเชีย-แปซิฟิก ร้อยละ 27 ต่อ 15 ตามลำดับ ขณะที่ในละตินอเมริกา ร้อยละ 18 จะเป็นผู้หญิง และร้อยละ 34 เป็นผู้ชาย

จากผลสำรวจครั้งนี้จะเห็นว่า วันนี้ ผู้หญิงมีความสามารถในการทำงานเกือบทุกเรื่องเท่าเทียมกับผู้ชาย เรียกว่าสามารถทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายได้ทีเดียว

หน้า 30

วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4191  ประชาชาติธุรกิจ





จำนวนผู้ชม 6674 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์