สาระสำคัญ ของผู้รับงานไปทำที่บ้าน

สาระสำคัญ ของผู้รับงานไปทำที่บ้าน | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



ปัจจุบันสังคมไทยได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานหรือการรับจ้างทำงานไปจากระบบเดิมเป็นอย่างมาก โดยลูกจ้างหรือผู้ใช้แรงงานจำนวนมากแสวงหาการทำงานที่มีรูปแบบอิสระมากขึ้น หรืออิสระที่จะทำงานโดยไม่ต้องเดินทางไปทำงานยังสถานประกอบกิจการของผู้ว่าจ้างหรือนายจ้าง  ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้มีได้กฎหมายคุ้มครองแรง     ผู้ใช้แรงงานเรียบร้อยแล้ว คือ กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานที่รับไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2547

 

          งานที่รับไปทำที่บ้านตามกฎกระทรวง หมายถึง  งานที่ลูกจ้างรับจากนายจ้างไปผลิตประกอบ บรรจุ ซ่อม หรือแปรรูปสิ่งของ  ซึ่งจะต้องเป็นการทำงานในบ้านของลูกจ้างเอง  หรือสถานที่อื่นซึ่งมิใช่สถานประกอบกิจการของนายจ้างตามที่ได้ตกลงกัน  เพื่อรับค่าจ้างเป็นการ   ตอบแทนการทำงาน  โดยใช้วัตถุดิบหรืออุปกรณ์ในการผลิตของนายจ้างทั้งหมด หรือบางส่วน  และโดยปกติการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของนายจ้าง
          กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานที่รับไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2547 กำหนดให้ความคุ้มครองลูกจ้างในงานที่รับไปทำที่บ้าน ดังนี้
  • ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายหญิงเท่าเทียมกันในการจ้างงาน เช่น การกำหนดค่าจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้
  • ห้ามนายจ้างหรือผู้ซึ่งเป็นหัวหน้างาน ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงาน กระทำการล่วงเกินทางเพศต่อลูกจ้างหญิงหรือเด็ก
  • ห้ามนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นลูกจ้าง
  • นายจ้างที่ส่งมอบงานให้ลูกจ้างต้องแจ้งให้พนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน  ก่อนการส่งมอบงานในแต่ละครั้ง
  • ให้นายจ้างจัดทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือ จำนวน 2 ฉบับ  ให้ลูกจ้าง 1 ฉบับ  และนายจ้าง 1 ฉบับ  พร้อมที่จะให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบได้  โดยในสัญญาจ้างต้องมีรายการตามที่กฎกระทรวงกำหนด
  • ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้ถูกต้องตามอัตราค่าจ้างที่กำหนดในสัญญาและต้องจ่ายไม่เกิน 15 วัน นับแต่วันที่ส่งมอบงานให้แก่นายจ้าง  และห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง  เว้นแต่เป็นการหักเพื่อชำระเงินตามที่กฎหมายบัญญัติไว้  ชำระหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์  หรือหนี้เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์ต่อลุกจ้างฝ่ายเดียว หรือหักเพื่อชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่เครื่องจักร อุปกรณ์ หรือวัตถุดิบของนายจ้าง
  • ห้ามนายจ้างส่งมอบงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง เช่น งานผลิต ประกอบ บรรจุ แปรรูปวัตถุระเบิด หรือวัตถุไวไฟ เช่น งานทำพลุ ดอกไม้เพลิง งานผลิตหรือบรรจุสารเคมีที่เป็นอันตรายหรือวัตถุมีพิษ เช่น สารไซยาไนต์ สารก่อมะเร็ง หรืองานที่มีสารเคมีที่เป็นอันตราย หรือวัตถุดิบมีพิษเป็นส่วนประกอบ
  • ให้นายจ้างจัดให้มีเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ความปลอดภัยในการทำงาน และกำหนดมาตราหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกำหนด และให้ลูกจ้างใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน และต้องปฏิบัติตามมาตรการเพื่อปลอดภัยในการทำงานที่นายจ้างจัดให้ด้วย
  • กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์ตามที่คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกำหนด
  • กรณีนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย  ลูกจ้างสามารถยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานในท้องที่ลูกจ้างทำงานอยู่หรือนายจ้างมีภูมิลำเนาอยู่ก็ได้
  • กรณีนายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน  ให้นำคดีไปสู่ศาลแรงงาน
  • การคุ้มครองตามที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกัน  ซึ่งหากเกิดปัญหาข้อขัดแย้งในการปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว  คู่กรณีมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลได้
          ดังนั้น  ผู้ใช้แรงงานในระบบการรับงานไปทำที่บ้านก็จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานผู้รับงานไปทำที่บ้าน และมีหน่วยงานเข้าไปกำกับดูแลการทำงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง  ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ใช้แรงงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย และมีความสุขในการทำงานตลอดไป
 
ที่มา : สมาชิกเว็บไซต์
 



จำนวนผู้ชม 3119 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์