กลยุทธ์การบริหารคนเก่งต่อการปรับตัวกับสภาวะเศรษฐกิจไทย

กลยุทธ์การบริหารคนเก่งต่อการปรับตัวกับสภาวะเศรษฐกิจไทย | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM

 กระแสการพัฒนาบุคลากรในองค์กรในยุคปัจจุบันยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น จะเห็นได้จากผู้บริหารระดับสูงในองค์กรต่างต้องการให้พนักงานมีขีดความสามารถและศักยภาพในการทำงาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นประเด็นหลักที่ผู้บริหารระดับ CEO ต่างคาดหวังให้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  

          พบว่าจากกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ  ภาวะเงินเฟ้อ ข้าวของและสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายขององค์กรมากขึ้นตามไปด้วย จึงเป็นเหตุให้องค์กรต่างตระหนักถึงความสำคัญของบุคลากร  เนื่องจาก “คน” เป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนให้เกิดผลประกอบการขององค์กร ทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งกลยุทธ์ด้านบุคลากรจึงเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่ผู้บริหารระดับสูงใส่ใจและผลักดันให้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามการที่องค์กรจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาบุคลากรทุกคนจึงไม่สามารถทำได้ ด้วยเหตุนี้กลยุทธ์ด้านบุคลากรที่ต้องการเน้นก็คือกลยุทธ์ในการพัฒนาคนเก่ง คนดีมีฝีมือ  ซึ่งเป็นผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานดี (High Performance) และมีศักยภาพในการทำงานที่สูง (High Potential) องค์กรบางแห่งเรียกคนประเภทนี้ว่า STAR, Fast Track, HiPerHiPro เป็นต้น ดังนั้นกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตจึงมุ่งเน้นไปที่กระบวนการสรรหา การฝึกอบรมพัฒนา การจูงใจรักษาคนเก่งคนดี และการบริหารค่าตอบแทนให้กับบุคคลเหล่านั้น

กลยุทธ์การสรรหาคัดเลือก

          เริ่มต้นจากกลยุทธ์การสรรหาคนเก่งและคนดี ซึ่งกำลังเป็นประเด็นปัญหาขององค์กรหลาย ๆ แห่งว่า อะไรคือปัจจัยหรือเกณฑ์ที่ใช้คัดเลือก  เนื่องจากขั้นตอนนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการมองหาคนที่ “ใช่” ที่ควรจะส่งเสริมและผลักดันให้คนเก่งที่ถูกกำหนดขึ้นมีโอกาสหรือช่องทางในการแสดงความสามารถของตนให้มากที่สุด ซึ่งนักบริหารบุคลากรจึงต้องปรับทิศทางการทำงาน มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกในการมองหาเครื่องมือที่นำมาใช้คัดสรรคนเก่ง จะเห็นได้ว่าเครื่องมือที่องค์กรจะต้องนำมาใช้หลัก ๆ ก็คือ ผลการปฏิบัติงานที่เป็นปัจจัยวัดผลงานในอดีตของพนักงาน (Past Performance) รวมถึงเครื่องมือในการประเมินศักยภาพของพนักงาน เพื่อตรวจสอบขีดความสามารถที่พนักงานสามารถทำได้ในอนาคต (Future Potential) ดังภาพแสดงต่อไปนี้

          ทั้งนี้การวัดผลงานในอดีตของพนักงานโดยมากจะวัดจากผลการประเมินในแบบฟอร์มประเมินผลงาน โดยจะพิจารณาผลงานย้อนหลังโดยเฉลี่ย 2 – 3ปี  สำหรับการประเมินศักยภาพนั้นจะพิจารณาจากขีดความสามารถ (Competency) ของตำแหน่งงานในระดับสูงมาใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาศักยภาพของพนักงานแต่ละคน ซึ่งคนเก่งที่กำหนดขึ้นในองค์การไม่จำเป็นจะต้องมีจำนวนมากนัก ประมาณ 5-10% ของพนักงานในองค์การทั้งหมด และนอกจากปัจจัยด้านผลการปฏิบัติงานและศักยภาพของพนักงานแล้ว องค์การบางแห่งได้นำปัจจัยประกอบอื่น ๆ เป็นเกณฑ์ช่วยในการพิจารณาหาคนเก่งและคนดี ได้แก่ ระยะเวลาในการทำงานกับองค์การ ระดับตำแหน่งงาน กลุ่มงาน ภาษาอังกฤษ เป็นต้น

กลยุทธ์การฝึกอบรมและพัฒนา

          พบว่าขีดความสามารถ หรือ Competency ของพนักงานดาวเด่นหลัก ๆ ที่สำคัญก็คือ การพัฒนาตนเอง (Self Development) พวกเขามีความปรารถนาที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ผู้บังคับบัญชาจึงต้องทำหน้าที่ในการประเมินหาจุดแข็ง (Strength) และจุดอ่อน (Weakness) ของพวกเขา เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาจัดทำแผนพัฒนาขีดความสามารถของพนักงานดาวเด่นแต่ละคน (Individual Development Plans: IDP) ซึ่งแนวทางการพัฒนาพนักงานดาวเด่นนั้นไม่จำเป็นจะต้องเริ่มต้นและสิ้นสุดเพียงแค่การฝึกอบรมเท่านั้น การพัฒนาด้วยวิธีการหรือเครื่องมืออื่น ๆ สามารถช่วยส่งเสริมศักยภาพของพนักงานได้เช่นเดียวกัน พบว่าเครื่องมือการพัฒนาพนักงานมีมากมายที่หัวหน้างานสามารถนำมาใช้ได้ ได้แก่

          หลังจากที่ผู้บังคับบัญชามีการจัดทำ IDP ให้พนักงานแล้ว ขั้นตอนถัดไปก็คือการพูดคุย และให้ข้อมูลป้อนกลับกับพนักงานว่าอะไรคือจุดแข็งและจุดอ่อนที่หัวหน้างานรับรู้ รวมถึงการนำเสนอตัวอย่างเหตุการณ์ที่สำคัญ (Critical Incidents) ในการสนับสนุนการประเมินขีดความสามารถที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อนของพนักงาน นอกจากนี้หัวหน้างานจะต้องตรวจสอบ ติดตาม และประเมินพฤติกรรมของพนักงานดาวเด่นว่ามีการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนไปตามสิ่งที่หัวหน้างานต้องการหรือไม่

กลยุทธ์การจูงใจรักษา

          จากการวิจัยพบว่าพนักงานดาวเด่นสามารถทำงานได้มากกว่าคนปกติประมาณ 2-6 เท่า และบุคคลเหล่านี้จะทำงานได้เร็วและรับรู้ เรียนรู้ไวกว่าพนักงานคนอื่นๆ ดังนั้นการทำงานเพียงแต่ 2 ปีพวกเขาจะเริ่มรู้สึกเบื่องาน รู้สึกว่าตนเองทำงานซ้ำ ๆ เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ดังนั้นผู้บังคับบัญชาจะต้องหาวิธีการในการจูงใจรักษาพนักงานดาวเด่น ด้วยการวางเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ (Career Path) ให้กับพนักงาน พบว่า Career Pathไม่ใช่การเลื่อนตำแหน่งงาน (Promotion) อย่างเดียว การโอนย้ายงาน (Job Transfer) จึงเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งในการรักษาพนักงาน ไม่ให้พนักงานรู้สึกเบื่อกับการทำงานแบบเดิม ๆ การโอนย้ายจะเน้นทำให้พนักงานดาวเด่นเกิดทักษะในการทำงานที่หลากหลาย (Multi Skills) มากขึ้น นอกจากการจัดวาง Career Path ให้กับพนักงานดาวเด่นแล้ว แนวทางในการจูงใจรักษาบุคคลเหล่านี้ไว้ก็คือ การเตรียมความพร้อมให้พนักงานดาวเด่นเป็นตัวแทนหรือผู้สืบทอดตำแหน่งงาน (Successor) ของผู้บริหารระดับสูง ซึ่งผู้สืบทอดตำแหน่งงานจะต้องเป็นบุคคลที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น (High Performance) และมีศักยภาพในการทำงานสูง (High Potential) นอกจากนี้แนวทางหนึ่งในการจูงใจรักษาพนักงานดาวเด่นก็คือ การวางแผนบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management System : PMS) ของพนักงานดาวเด่น ด้วยการกำหนดปัจจัยวัดผลงานหรือตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (Key Performance Indicators : KPIs) ที่ชัดเจน

 

กลยุทธ์การบริหารค่าตอบแทน

          การบริหารค่าตอบแทนให้กับพนักงานเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่องค์การจะต้องใส่ใจและให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าปัจจัยด้านค่าตอบแทนอาจจะไม่ใช่ปัจจัยหลักในการจูงใจพนักงาน แต่องค์การจะต้องพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนให้กับพนักงานดาวเด่นด้วยเช่นกัน ค่าตอบแทนที่จ่ายให้กับพนักงานดาวเด่นนั้นจะประกอบไปด้วย

  1. ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน – เช่น เงินเดือนที่ปรับขึ้นประจำปี การจ่ายโบนัสให้กับพนักงาน เบี้ยขยัน เป็นต้น
  2. ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน – เช่น สิทธิพิเศษต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจำนวนวันลาที่พิเศษ หรือรางวัลพิเศษที่ไม่ใช่ตัวเงิน เป็นต้น

          ดังนั้นการบริหารค่าตอบแทนให้กับพนักงานดาวเด่นโดยเฉพาะค่าตอบแทนที่อยู่ในรูปของตัวเงินนั้น องค์การจะต้องกำหนดโครงสร้างเงินเดือนให้ชัดเจน สามารถดึงดูดจูงใจพนักงานดาวเด่นได้ ซึ่งโครงสร้างเงินเดือนที่ชัดเจนนั้นจะต้องสัมพันธ์กับผลการปฏิบัติงานที่มีการวัดและสามารถแยกแยะได้ว่าใครมีผลการปฏิบัติงานดีเด่นบ้าง การกำหนดเกณฑ์หรือปัจจัยวัดผลงานจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่องค์การจะต้องพิจารณาและมีการปรับให้เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างเงินเดือนที่สามารถจูงใจพนักงานดาวเด่นเอาไว้ได้

          พบว่าจากสภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จึงทำให้นักทรัพยากรมนุษย์จะต้องปรับกลยุทธ์การทำงาน เป็นนักวิชาการเชิงบูรณาการ ด้วยการศึกษาค้นคว้าหาหลักเกณฑ์ และเครื่องมือที่เหมาะสมในการสรรหาคัดเลือก การฝึกอบรมและพัฒนา  การจูงใจและรักษา รวมถึงการบริหารค่าตอบแทนของคนเก่งคนดีมาประยุกต์ใช้ในองค์กร......... ผู้เขียนขอฝากโจทย์ที่ท้าทายสำหรับองค์กรก็คือ “ถึงเวลาแล้วหรือยังที่องค์กรจะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน”


ดร.อาภรณ์ ภู่วิทยพันธุ์
วิทยากรและที่ปรึกษาด้านการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
[email protected]





จำนวนผู้ชม 6218 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์