การลดตำแหน่ง ลูกจ้าง

การลดตำแหน่ง ลูกจ้าง | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



คดีแดงที่  5073-5097/2546

นายมาโนช ชาวบางน้อย กับพวก โจทก์
บริษัทสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด จำเลย

 

ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง, 575
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20

 

เดิมโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้รักษาความปลอดภัยและผู้ควบคุมงานทั่วไปตามลำดับ ซึ่งเท่ากับเป็นตำแหน่งหัวหน้างาน การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไปดำรงตำแหน่งเป็นเพียงยามหรือผู้รักษาความปลอดภัยจึงเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ทั้งสอง แม้จะเป็นคำสั่งในการบริหารงานและมิได้ลดค่าจ้างก็ตาม แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิมที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยดังกล่าว จึงไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างเสียหายหรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบคำสั่งของนายจ้าง หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างเป็นอาจิณ

เงินสะสมที่จำเลยหักจากค่าจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบห้าคนนั้น เมื่อจำเลยได้ดำเนินการหักเป็นเงินสะสมแล้ว ค่าจ้างที่หักนี้ย่อมไม่มีสภาพเป็นค่าจ้างอีกต่อไป เงินสะสมดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินประเภทที่นายจ้างจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แต่ต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินสะสมตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

 

…………………..……………………………………………………………..

 

โจทก์ทั้งยี่สิบห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งยี่สิบห้ากลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างเดิม หากไม่สามารถรับเข้าทำงานได้ ขอให้ใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างขั้นต่ำค้างจ่าย เงินสะสม เงินสมทบเงินสะสม ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และคืนเงินประกันความเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวแก่โจทก์แต่ละคนตามรายละเอียดในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน

จำเลยทั้งยี่สิบห้าสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 25 แถลงไม่ติดใจเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำค้างจ่าย

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินสะสม ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 3 ให้จำเลยจ่ายเงินสะสมให้โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 4 ถึงที่ 25 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 25 และจำเลยทุกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว สำหรับปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เงินสะสม และเงินสมทบแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อแต่เดิมโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เคยดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้รักษาความปลอดภัย และผู้ควบคุมงานทั่วไปตามลำดับ ซึ่งเท่ากับเป็นตำแหน่งหัวหน้างาน การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไปดำรงตำแหน่งเป็นเพียงยามหรือผู้รักษาความปลอดภัยเท่านั้น จึงเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 คำสั่งของจำเลยแม้จะเป็นคำสั่งในการบริหารงานและมิได้ลดค่าจ้างก็ตาม แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิมที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยดังกล่าว จึงไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างเสียหายหรือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบคำสั่งของนายจ้างหรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างเป็นอาจิณดังที่จำเลยอุทธรณ์ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เงินสะสม และเงินสมทบแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในส่วนของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น…

อนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับเงินสะสมของโจทก์ทั้งยี่สิบห้านั้น เห็นว่า แม้เงินสะสมดังกล่าวจะเป็นเงินที่จำเลยหักจากค่าจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบห้าก็ตาม แต่เมื่อจำเลยได้ดำเนินการหักเป็นเงินสะสมแล้ว ค่าจ้างที่หักนี้ย่อมไม่มีสภาพเป็นค่าจ้างอีกต่อไป เงินสะสมดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเงินประเภทที่นายจ้างจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ดังที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง จำเลยต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินสะสมแก่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับเงินสะสมแก่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าจึงไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ขึ้นมาก็ตาม เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มาตรา 246 ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินสะสมของโจทก์ทั้งยี่สิบห้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.

 

(วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ - พันธาวุธ ปาณิกบุตร - จรัส พวงมณี )

 

ศาลแรงงานกลาง - นายชวลิต ธรรมฤาชุ

ศาลอุทธรณ์ -




จำนวนผู้ชม 6301 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์