ถ้าพนักงานรู้สึกเป็นเจ้าของ เขาจะดูแลองค์กร

ถ้าพนักงานรู้สึกเป็นเจ้าของ เขาจะดูแลองค์กร | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM

ศุภชัย นิลวรรณ "ถ้าพนักงานรู้สึกเป็นเจ้าของ เขาจะดูแลองค์กร"

คอลัมน์ HR Young Blood

โดย เอื้อมพร สิงหกาญจน์ [email protected]


มาถึงชั่วโมงนี้คงต้องบอกว่าเฮียฮ้อ "สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์" แห่งค่ายอาร์เอส เลือกคนไม่ผิดจริงๆ เพราะความดังของโปงลางสะออน บ่าววี หลวงไก่ หรือจินตหรา พูนลาภ ได้พิสูจน์กึ๋นการบริหารอาร์สยามของเณร "ศุภชัย นิลวรรณ" เด็กหนุ่มที่ผันตัวเองจากที่เคยฝันเป็นผู้สร้างภาพยนตร์มาเป็น ผู้บริหารค่ายเพลง

ที่สำคัญวันนี้ "อาร์สยาม" ได้ชื่อว่าเป็นค่ายเพลงที่มาแรงที่สุด โดยเฉพาะตลาดภาคใต้ กวาดส่วนแบ่งการตลาดไปกว่า 70 เปอร์เซ็นต์

"ศุภชัย นิลวรรณ" จึงเป็นนักบริหารดาวรุ่งอีกคนในวงการที่หลายคนจับตามอง เพราะการวางยุทธศาสตร์องค์กรเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มีพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และที่น่าสนใจกว่านั้นเขาไม่ได้บริหารแค่พนักงานในองค์กรแต่ยังต้องดูแลศิลปินที่มีความแตกต่างหลากหลายในค่ายอีกถึง 84 ชีวิต

"ศุภชัย" วางเป้าหมายชีวิตว่าจะเข้ามาโลดแล่นบนถนนบันเทิงตั้งแต่ยังเล็กเพราะมีเครือญาติหลายคนทำงานอยู่ในแวดวงนี้ พอเข้ารั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เลือกเรียนเอกภาพยนตร์ แล้วไปฝึกงานที่กองถ่ายกับ "นิรมล นิลวรรณ" ผู้จัดละครช่อง 3 ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ จากนั้นก็ไปช่วยท่านมุ้ย (หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) ทำหนังอยู่ปีกว่า แล้วกระโดดไปทำรายการท้าพิสูจน์ให้กับค่ายกันตนา สุดท้ายก็มาปักหลักที่ อาร์เอสก่อนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 1 ปี

"ช่วงที่เข้ามาอาร์เอสอยากทำมิวสิกวิดีโอ แต่ทีมงานเขาเต็ม ก็เลยมาทำรายการทีวีเป็นโปรดิวเซอร์ รับผิดชอบรายการลูกทุ่ง สารคดี รายการท่องเที่ยวมหัศจรรย์ไทยแลนด์ เพราะเป็นคนชอบอะไรที่มีสาระหน่อย จนกระทั่งอาร์เอสเข้าตลาดมีนโยบายแยกสายงานเพลงลูกทุ่งออกมาต่างหาก ผู้บริหารก็ให้โอกาสเข้ามาบริหารตรงนี้"

โอกาสที่หล่นลงมาทับแบบไม่ทันได้ตั้งเนื้อตั้งตัวเล่นเอา "ศุภชัย" อึ้งไปชั่วขณะ แต่ด้วยความที่เป็นคนลุยงาน จึงคิดว่าในเมื่อคนอื่นทำได้เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน

"ปกติเป็นคนที่ชอบปรับไลฟ์สไตล์ของตัวเองให้เข้ากับงาน เช่น ตอนทำรายการท่องเที่ยวก็จะแบกเป้ใส่หลังไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ช่วงที่รับผิดชอบรายการลูกทุ่งตลก ตกดึกก็ต้องไปนั่งที่คาเฟ่ หาข้อมูล นักร้อง ตลก เมื่อมาบริหารค่ายเพลงลูกทุ่งก็แสวงหาข้อมูลทุกทางที่เป็นประโยชน์"

"ศุภชัย" บอกว่า การทำงานจะเน้นสเต็ปบายสเต็ป ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องเดินไปถึงเป้าหมายในเวลาเท่าไหร่ แต่จะทำงานแบบสเต็ปต่อสเต็ปให้ดีที่สุด แล้วหาโอกาสต่อยอดไปเรื่อยๆ

"โดยปกติผมฟังเพลงทุกแนว ทั้งสตริง สากล คลาสสิก ลูกทุ่ง พอฟังเสร็จก็จะมาคิดต่อว่าจะหยิบอะไรมาใช้กับงานได้บ้าง แน่นอนว่าคนรุ่นเก่าค่อยๆ หายไปจากตลาด แนวทางดนตรีจะต้องหันไปนำเสนอให้กับคนรุ่นใหม่มากขึ้น อาร์สยามจึงพัฒนาเป็นลูกทุ่งภาพใหม่ๆ มิวสิกวิดีโอก็เปลี่ยนไป ไม่เชยเหมือนในอดีต กระแสตอบรับของประชาชนจึงดีขึ้นเรื่อยๆ"

แม้ "ศุภชัย" จะเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ แต่ด้วยความที่เขามีทุนในการทำงานที่สะสมไว้ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยครีเอทีฟ รับค่าตอบแทนเดือนละ 6,500 บาท แล้วไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้เขามีฐานของการทำงานและเข้าใจพนักงานในทุกระดับ ประกอบกับอาร์สยามยังเป็นองค์กรที่ไม่ใหญ่โตมาก ทุกคนที่เดินเข้ามาร่วมงานกับองค์กรมีทั้งพนักงานและศิลปินต้องผ่านสายตาเฉียบคมของเขา ในแง่ความเคารพนับถือและการยอมรับในตัว ผู้บริหารจึงมีสูง การบริหารจัดการองค์กรแรงต้านต่างๆ จึงแทบไม่มี

ที่สำคัญ "ศุภชัย" ยังมีนโยบายการบริหารที่ให้พนักงานทุกคนมีความรู้สึกว่าบริษัทแห่งนี้เป็นของเขา เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน มีข้อมูลอะไรก็แจ้งให้พนักงานทุกคนได้รับรู้ร่วมกันตลอด ไม่ว่าจะเป็นสถานะบริษัท ทิศทางการทำงาน ทุกคนจึงทำงานกันอย่างเต็มที่

"ถ้าพนักงานรู้สึกว่าเป็นเจ้าของบริษัท ผลประโยชน์ต่างๆ เขาจะดูแล เวลาทำงานก็จะทำงานเต็มที่ ไม่ใช่แค่พนักงานกินเงินเดือน เพราะองค์กรจะดีหรือไม่ดีกระทบกับชีวิตของเขา"

อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารอาร์สยามถือว่าเป็นหัวใจอีกเรื่องหนึ่งในการบริหารองค์กร นั่นคือเรื่องของความมั่นคงในชีวิต ดังนั้นเขาจึงหมั่นบอกกับทุกคนเสมอว่า เรื่องคนจะเป็นเรื่องสุดท้ายที่องค์กรจะแตะ ถ้าสถานการณ์บริษัทไม่ดีจะดูเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก่อน เพื่อให้ทุกคนสบายใจ

นั่นคือแนวทางในการดูแลพนักงานในองค์กร ส่วนศิลปินซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของธุรกิจ ผู้บริหารจะต้องให้ความเอาใจใส่เป็นพิเศษ

"นักร้องทุกคนมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัวอยู่แล้ว เข้าถึงยาก ทุกคนจะมีอะไรที่พิเศษกว่าคนอื่นทั้งในเรื่องของความรู้สึกและเรื่องอื่น ฉะนั้นต้องทำความเข้าใจเป็นคนคนไป แต่ทั้งนี้นักร้องทุกคนจะต้องอยู่บนเงื่อนไขของกติกาและเหตุผล"

"ผมจะคุยกับทุกคนตั้งแต่แรกเลยว่า การที่มาเป็นศิลปินนั้นต้องยอมรับก่อนว่าบริษัทไม่ได้ดูแลทั้งชีวิต เพียงแต่ว่าการทำงานของคุณมาเกี่ยวพันกับบริษัท เพราะ ฉะนั้นเรื่องชีวิตส่วนตัวเบื้องต้นทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเอง ทุกคนต้องทำงานตามกติกา"

"ศุภชัย" ให้ข้อมูลว่า นักร้องลูกทุ่งส่วนใหญ่บริษัทไม่ได้สร้างจากศูนย์ ทุกคนมีความสามารถติดตัวมาเหมือนกันหมด เพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้แต่ละคนผ่านอะไรมาเยอะ ผ่านเวทีการประกวดมาอย่างโชกโชน คนเหล่านี้จึงมีภูมิคุ้มกันในตัวเองอยู่ เพียงแต่บริษัทมาจัดเขาให้อยู่ในระบบธุรกิจ สร้างภาพลักษณ์ให้ชัดเจนขึ้น

การคัดเลือกศิลปินเข้ามาอยู่ในค่ายในปัจจุบันต้องดูภาพรวมทั้งหมด ไม่ใช่เสียงร้องเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูทั้งการแสดงบนเวที บุคลิกภาพ นิสัยใจคอ การออกสังคม เพราะสิ่งเหล่านี้คือปัจจัยความสำเร็จของศิลปินทั้งสิ้น

และเนื่องจากศิลปินทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องมีแผนกอื่นคอยซัพพอร์ต ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพศิลปิน การวางแผน การตลาด การจัดจำหน่าย เรื่องการสื่อสารภายในองค์กรจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่องค์กร แห่งนี้ต้องปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวัน

"การจะออกอัลบั้มสักชุดต้องดูบุคลิกของนักร้องเป็นหลัก พอวางคอนเซ็ปต์ได้ ทีมงานแต่ละส่วนจะแยกย้ายกันไปทำงานตามแนวทางที่วางไว้ ซึ่งต้องไปด้วยกันหมด ทั้งแนวเพลง เสื้อผ้า หน้า ผม รวมถึงการโปรโมต มิวสิกวิดีโอ"

และด้วยความที่เป็นนักบริหารรุ่นใหม่ ไฟแรง "ศุภชัย" จึงไม่ได้วางเป้าหมายอาร์สยามไว้แค่แท่นค่ายเพลงธรรมดา แต่วางอนาคตยกระดับเป็นสถาบันเกี่ยวกับเพลงลูกทุ่ง จัดการฝึกพัฒนาทีมงาน ศิลปิน คนงานข้างนอกให้มีความรู้ความสามารถ ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นชื่อของอาร์สยามก็จะอยู่คู่สังคมไทยตลอดไป

หน้า 34

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ





จำนวนผู้ชม 5042 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์