ร่วมนัดหยุดงานภายหลังจากที่สหภาพแรงงานได้นัดหยุดงานไปแล้วย่อมเป็นการนัดหยุดงานโดยชอบ

ร่วมนัดหยุดงานภายหลังจากที่สหภาพแรงงานได้นัดหยุดงานไปแล้วย่อมเป็นการนัดหยุดงานโดยชอบ | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM

    

คดีแดงที่  3745/2531

นางสาวสมเภา ดุดัน กับพวก จ.
นายอร่าม สุทธพินธุ กับพวก ล.

 

ป.วิ.พ. 243
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31, 49, 54
พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 (4) , 121

 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทั้งเจ็ดออกมาร่วมนัดหยุดงานภายหลังจากที่สหภาพแรงงานได้นัดหยุดงานไปแล้วย่อมเป็นการนัดหยุดงานโดยชอบ เมื่อจำเลยที่ 15 เลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ด จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไม่ชอบ ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่เนื่องจากโจทก์มีคำขอให้จำเลยที่ 15 รับโจทก์กลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายหรือให้จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายเนื่องจากถูกเลิกจ้างซึ่งเป็นดุลพินิจอันเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยได้ พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาวินิจฉัย เช่นนี้ เป็นเรื่องที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าการเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 ซึ่งโจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิเรียกร้องให้รับโจทก์ทั้งเจ็ดกลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าเสียหายให้ตาม มาตรา 41 (4) หาใช่เป็นกรณีที่ศาลฎีกาให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ไม่ ดังนั้น เมื่อย้อนสำนวนไปแล้ว ศาลแรงงานกลางกลับวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดของจำเลยที่ 15 เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและกำหนดค่าเสียหายตามหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 49 จึงไม่ถูกต้อง จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยใหม่

 

…………………..……………………………………………………………..

 

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๔ เป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ จำเลยที่ ๑๕ เป็นบริษัทจำกัด และโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑๕ เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๒๙ สหภาพแรงงานส่งเสริมสิ่งทอไทยได้แจ้งข้อเรียกร้องต่อจำเลยที่ ๑๕ และได้มีการนัดหยุดงานเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๒๕ หลังจากนั้นโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานส่งเสริมสิ่งทอไทยได้เข้าร่วมในการนัดหยุดงาน เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๒๙ จำเลยที่ ๑๕ กับสหภาพแรงงานส่งเสริมสิ่งทอไทยได้ทำสัญญาข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและลูกจ้างของจำเลยที่ ๑๕ ทุกคนได้กลับเข้าทำงานในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๒๙ ต่อมาวันที่ จำเลยที่ ๑๕ได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่า โจทก์ละทิ้งหน้าที่ขาดงานเกินกว่าสามวันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๔ เพื่อขอให้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑๕ กระทำการอันไม่เป็นธรรม จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๔ มีคำสั่งว่า โจทก์ขาดงานเกินสามวันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การเลิกจ้างของจำเลยที่ ๑๕ ไม่ใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรม ทั้ง ๆ ที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ลงวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๒๙ ข้อ ๑๑ ระบุว่า "ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่า ข้อพิพาทแรงงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างสหภาพแรงงานได้สิ้นสุดลง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนี้นายจ้างและลูกจ้างจะไม่ถือเอาเหตุนัดหยุดงานกลั่นแกล้งซึ่งกันและกัน" การที่จำเลยที่ ๑๕ เลิกจ้างโจทก์ และคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๔ จึงไม่ชอบขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ ๔๐ - ๔๔/๒๕๓๐ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๓๐ ให้จำเลยที่ ๑๕ รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิม และจ่ายเงินค่าจ้างในอัตราที่ได้รับก่อนเลิกจ้างนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน กับให้จำเลยที่ ๑๕ จ่ายค่าเสียหาย สินจ้างแทนการบอกกล่างล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๔ ให้การว่า คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ ๔๐ - ๔๔/๒๕๓๐ ชอบด้วยข้อเท็จจริงและกฎหมายเนื่องจากโจทก์ได้ละทิ้งหน้าที่เพราะได้สมทบหยุดงานโดยมิได้แจ้งให้จำเลยที่ ๑๕ ทราบตามกฎหมาย ก่อนที่จะนัดหยุดงาน จำเลยที่ ๑๕ ได้ประกาศแก่ลูกจ้างทุกคนว่าถ้าเลยวันและเวลาที่นัดหยุดงานในวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๒๙ แล้ว ลูกจ้างที่ยังปฏิบัติงานกับจำเลยที่ ๑๕ และมิได้ร่วมนัดหยุดงานจะใช้สิทธินัดหยุดงานไม่ได้ การที่โจทก์สมทบหยุดงานในภายหลังจึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑๕ ให้การว่า โจทก์กระทำความผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ผู้เข้าร่วมสมทบหยุดงานด้วยในภายหลังโดยไม่แจ้งต่อพนักงานประนอมข้อพิพาทและอีกฝ่ายหนึ่งให้ทราบ เป็นการขัดต่อมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๘ คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชอบแล้ว

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การที่สมาชิกสหภาพแรงงานได้ร่วมนัดหยุดงานภายหลังจากที่สหภาพแรงงานได้นัดหยุดงานไปแล้วเป็นการนัดหยุดงานโดยชอบตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๘ มาตรา ๕ และไม่ต้องแจ้งการนัดหยุดงานตามมาตรา ๓๔ การที่โจทก์มาร่วมหยุดงานภายหลังจากสหภาพแรงงานส่งเสริมสิ่งทอไทยได้นัดหยุดงานไปแล้ว จึงเป็นการหยุดงานโดยชอบ ที่จำเลยที่ ๑๕ เลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ ๑๕ รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมหรือให้จ่ายชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างแล้วพิพากษาใหม่ต่อไป

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างของจำเลยที่ ๑๕ เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ โจทก์กับจำเลยที่ ๑๕ ไม่อาจทำงานร่วมกันได้จำเลยที่ ๑๕ ต้องจ่ายค่าชดเชยกับค่าเสียหายให้แก่โจทก์ สำหรับค่าเสียหายตั้งแต่วันที่โจทก์ถูกเลิกจ้างถึงวันที่จำเลยที่ ๑๕ รับกลับเข้าทำงานนั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ ๑๕ไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ จึงไม่มีค่าเสียหายที่จะพิจารณาให้ ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโจทก์ถูกเลิกจ้างขณะโจทก์หยุดงานอันเป็นการละทิ้งหน้าที่การงาน จึงไม่มีสิทธิได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ พิพากษาให้จำเลยที่ ๑๕ จ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปรากฏว่า ศาลฎีกาได้พิพากษายกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางโดยวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทึ้งเจ็ดออกมาร่วมนัดหยุดงานภายหลังจากที่สหภาพแรงงานได้นัดหยุดงานไปแล้วย่อมเป็นการนัดหยุดงานโดยชอบ การที่จำเลยที่ ๑๕ เลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดจึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ คำสั่งที่ ๔๐ - ๔๔/๒๕๓๐ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๓๐ ของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๔ จึงไม่ชอบ ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่เนื่องจากโจทก์มีคำขอให้จำเลยที่ ๑๕ รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันที่รับกลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายเนื่องจากถูกเลิกจ้างซึ่งเป็นดุลพินิจอันเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยได้ จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาวินิจฉัยดังนี้ เป็นเรื่องที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าการเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ ซึ่งโจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับโจทก์ทั้งเจ็ดกลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าเสียหายได้ตามมาตรา ๔๑ (๔) หาใช่เป็นกรณีที่ศาลฎีกาให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒ มาตรา ๔๙ ไม่ ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดของจำเลยที่ ๑๕ เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและกำหนดค่าเสียหายตามหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ จึงไม่ถูกต้องกรณีจึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยตามนัยที่ระบุในคำพิพากษาฎีกาครั้งแรกแล้วพิพากษาชี้ขาดตามรูปคดีต่อไป

 

(มาโนช เพียรสนอง - จุนท์ จันทรวงศ์ - สีนวล คงลาภ )

 

ศาลแรงงานกลาง - นายธวัช สุทธิสมบูรณ์

ศาลอุทธรณ์ -




จำนวนผู้ชม 2276 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์