การร่วมงานระหว่างรัฐ-เอกชน ความท้าทายการบริหารงานบนความแตกต่าง

การร่วมงานระหว่างรัฐ-เอกชน ความท้าทายการบริหารงานบนความแตกต่าง | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



คอลัมน์ hr corner

โดย ดร.ณัฐวุฒิ พงศ์สิริ [email protected] บริษัท Chevron Thailand Exploration and Production

ปัจจุบันองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเผชิญกับปัญหา และความท้าทายคล้ายๆ กัน ทำให้บทบาทหน้าที่รวมทั้งความรับผิดชอบ ดูจะไม่ค่อยแตกต่างกันมากเหมือนในอดีต ขณะที่ภาคเอกชนต้องหันมาให้ความสนใจในเรื่องธุรกิจเพื่อสังคมนอกเหนือจากมุ่งแสวงหาผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียว องค์กรของรัฐก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนไปพร้อมๆ กับการรักษามาตรฐานการให้บริการสาธารณะที่ต้องกระจายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาศึกษาเปรียบเทียบการบริหารจัดการจากงานวิจัยต่างๆ จะพบว่าองค์กรของรัฐและเอกชน ยังคงมีความแตกต่างกันในหลายประเด็น ซี่งเป็นเรื่องที่ท้าทายในการที่ทั้งสององค์กรต้องมาทำงานร่วมกันในลักษณะของพันธมิตรทางธุรกิจ (public-private partnerships)

ความแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจนคือ เป้าหมายองค์กร (organizational goals) ความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้-เสีย (stakeholder accountability) หน้าที่การบริหารจัดการ (managerial functions) กระบวนการการตัดสินใจ (decision making process) และโครงสร้างผล ตอบแทนเพื่อสร้างแรงจูงใจ (incentive structure)

ความแตกต่างดังกล่าวมีที่มาจากเงื่อนไข สิ่งแวดล้อม โครงสร้าง และวัฒนธรรมองค์กร รวมทั้งการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นปัญหาสำหรับการแก้ไขที่แตกต่างกัน

เอกชนมีเป้าหมายองค์กร (organizational goals) ที่ชัดเจนคือ มุ่งแสวงหา ผลกำไร การดำเนินธุรกิจจะตอบสนองต่อเป้าหมายดังกล่าว เช่น มุ่งเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด ขยายธุรกิจและการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาสินค้าและบริการด้วย นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่ภาครัฐมีเป้าหมาย

องค์กรที่หลากหลายและซับซ้อนบนพื้นฐานของการจัดสรรประโยชน์สาธารณะอย่างเสมอภาค ภาครัฐจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความอยู่ดีกินดี การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การกระจาย

รายได้ การแข่งขันที่เป็นธรรม การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงในสังคม รวมทั้งการบริหารจัดการที่โปร่งใสตรวจสอบได้

ในส่วนของความรับผิดชอบต่อผู้มี ส่วนได้-เสีย (stakeholder accoun tability) เอกชนจะให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นเป็นหลัก การช่วยเหลือสังคมและการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นความรับผิดชอบที่มีขอบเขตจำกัดและดำเนินไปเพื่อให้สอดคล้องกับการทำธุรกิจ

ในขณะที่องค์กรภาครัฐเองมีหน้าที่ ต้องดูแลสังคม สิ่งแวดล้อม ความเสมอภาคและเสรีภาพ รวมทั้งต้องรักษาประโยชน์ของประชาชนในฐานะของผู้เสียภาษีให้ได้รับความสะดวกและเป็นธรรม จากการใช้บริการสาธารณะ ทั้งนี้ความรับผิดชอบจะถูกตรวจสอบโดยสื่อและองค์กรต่างๆ อยู่ตลอดเวลา

เอกชนสามารถประเมินต้นทุนในการดำเนินงานได้ง่ายกว่าภาครัฐ การบริหารจัดการ (managerial functions) จึงมุ่งเน้นในเรื่องประสิทธิภาพและการสร้างความสามารถในการแข่งขันในเชิงธุรกิจมากกว่าการปฏิบัติให้ตรงตาม ขั้นตอนเหมือนกับในกรณีขององค์กรในภาครัฐ อีกทั้งการตัดสินใจของภาครัฐเองยังต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อกลุ่มต่างๆ ทั้งฝ่ายการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ ประชาชน ผู้ด้อยโอกาส รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้กระบวนการการตัดสินใจ (decision making process) มีลักษณะรวมศูนย์ ต้องอาศัยหลักปฏิบัติ ที่ชัดเจน ทำให้บางครั้งขาดความรวดเร็ว ไม่ยืดหยุ่นและไม่สนองตอบต่อการเปลี่ยนแปลงในขณะเดียวกันกระบวนการการตัดสินใจก็ถูกแทรกแซง ได้ง่ายจากฝ่ายต่างๆ

โครงสร้างผลตอบแทนเพื่อสร้างแรงจูงใจ (incentive structure) ในองค์กรเอกชนจะเน้นที่ตัวเงินเดือนหรือผลประโยชน์พิเศษนอกเหนือจากตัวเงินเดือน (fringe benefits) ซึ่งสอดคล้องกับการที่เอกชนสามารถสรรหาบุคลากรได้คล่องตัวกว่าภาครัฐ เพราะสามารถเสนอผลตอบแทนที่เหมาะสมกับศักยภาพของบุคลากรและตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานที่แท้จริง

ส่วนภาครัฐจะให้น้ำหนักแรงจูงใจกับพนักงานในเรื่องขอบเขตอำนาจและความรับผิดชอบเป็นประการสำคัญ หน้าที่ที่สามารถใช้ดุลพินิจให้คุณให้โทษได้ ความมั่นคงในงาน รวมถึงการมีโอกาสร่วมในพิธีการที่สำคัญในฐานะตัวแทนขององค์กรหรือตัวแทนของประเทศ

และแรงจูงใจสำหรับพนักงานที่ทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญเหมือนกันนั่นคือ การสร้างโอกาสให้มีการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งของพนักงานตามระดับความสามารถที่เกิดจากประสบการณ์ในการทำงานมายาวนาน รวมทั้งการจัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะในการทำงานอย่างต่อเนื่อง

เรียกว่าการบริหารในภาครัฐยังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบต่างๆ มากมาย ภาครัฐจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน รูปแบบจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด รวมทั้งการวางบทบาทตนเองในฐานะผู้ควบคุมมาเป็นการยึดหลักการบริหารงานที่เน้นการกำกับดูแลที่ดี (good governance) และกำหนดบทบาทใหม่ในลักษณะของการเป็นหุ้นส่วนทางสังคมหรือพันธมิตรทางธุรกิจ (partnerships) มากกว่าบทบาทการเป็นผู้ควบคุม ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดกว้างยอมรับแนวความคิดและวิธีการบริหารจัดการของภาคธุรกิจเอกชนให้มากขึ้น

การร่วมงานระหว่างภาครัฐและเอกชนจะประสบผลสำเร็จได้นั้น ทั้งสองฝ่ายจำเป็นที่จะต้องเข้าใจเงื่อนไข ข้อจำกัด สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้เกิดความแตกต่าง

การเพิ่มช่องทางการสื่อสารระหว่างกัน ทั้งระหว่างบุคลากรและองค์กรโดยรวม จะสร้างความเข้าใจในการทำงานของ แต่ละฝ่ายให้มากขึ้น และยังเสริมสร้าง ทัศนคติที่ดีต่อกันแม้ว่าความแตกต่างยังคงมีอยู่

ดังนั้น ทั้งภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหากันจึงจะทำให้การร่วมงานของทั้งสองฝ่ายประสบผลสำเร็จ

หน้า 31

โดย : matichon.co.th





จำนวนผู้ชม 8163 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์