คำสั่งเลิกจ้าง ระบุเหตุเลิกจ้างว่ามีพฤติการณ์ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริต

คำสั่งเลิกจ้าง ระบุเหตุเลิกจ้างว่ามีพฤติการณ์ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริต | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



คดีแดงที่  4507/2544

นายชัยยันต์ เบญจกุล โจทก์
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำเลย

 

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31
พ.ร.บ. พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 11 (1), 11 วรรคสอง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46

 

คำสั่งเลิกจ้างของจำเลยระบุเหตุเลิกจ้างว่าโจทก์มีพฤติการณ์ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริต สอบสวนรับบุคคลที่ ขาดคุณสมบัติขึ้นทะเบียนเป็นลูกจ้างของจำเลย บันทึกรายการขอขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าที่เป็นเท็จ จัดทำคำขอกู้ให้ แก่บุคคลดังกล่าวด้วยวงเงินกู้สูง และมีพฤติการณ์มีส่วนรู้เห็นกับการที่มีบุคคลภายนอกเรียกหรือรับผลประโยชน์จากลูกค้าเป็นค่าวิ่งเต้นในการเข้าเป็นลูกค้าเพื่อกู้เงินจากจำเลยซึ่งจำเลยอาจปรับเข้ากับข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยวินัย การสอบสวนและการลงโทษสำหรับพนักงานและลูกจ้าง ข้อ 5 (4) ว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงด้วยการทุจริตต่อหน้าที่ได้ แต่กลับปรากฎตามรายงานผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนที่จำเลยตั้งขึ้นว่าโจทก์กระทำผิดวินัยตาม ข้อ 3 (4) (6) (7) (10) แต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ สมควรเลิกจ้างโจทก์ตามข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือน การถอดถอนสำหรับพนักงาน ข้อ 19 (2) ด้วยเหตุไม่อาจไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และต่อมาจำเลยก็มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสอบสวนโดยอ้างเหตุว่าการกระทำของโจทก์ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่และชื่อเสียง ของจำเลย ซึ่งตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 6 ระบุว่าไม่เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอาศัยข้อบังคับของจำเลย หมวด 4 การถอดถอนข้อ 19 (2) เพราะไม่อาจไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้อันเป็นการใช้สิทธิเลิกสัญญาจ้างเท่านั้น ต้องถือว่าจำเลยไม่ได้ประสงค์ลงโทษทางวินัยด้วยการไล่ออกหรือปลดออกเนื่องจากโจทก์กระทำผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงอันจะทำให้จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ แต่จำเลยประสงค์เลิกสัญญาจ้างเพราะเหตุไม่อาจไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ซึ่งไม่เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 46 ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ. พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง แม้ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 ก็ตาม แต่ตามระเบียบดังกล่าวข้อ 45 ก็ให้รัฐวิสาหกิจจ่ายค่าชดเชยแก่พนักงานซึ่งเลิกจ้างในหลักเกณฑ์เดียวกับประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 เป็นเพียงการปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้องเท่านั้น จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ และศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทการจ่ายค่าชดเชยดังกล่าวเสียให้ถูกต้อง

ระเบียบฉบับที่ 33 ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสประจำปีสำหรับพนักงานของจำเลย ข้อ 2 กำหนดว่าพนักงานที่ได้ปฏิบัติงานมาครบในรอบปีใดจะได้รับเงินโบนัสในรอบปีนั้นตามกฎเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ถ้าพนักงาน ผู้ใดไม่เคยลา…จะได้รับเงินโบนัสเต็มจำนวน… ส่วนข้อ 3 ถึง 9 ของระเบียบดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์การจ่าย เงินโบนัสสำหรับพนักงานของจำเลยที่ทำงานไม่ครบรอบปีบัญชีจากสาเหตุกรณีต่าง ๆ เช่น ลาออก ได้รับทุนไปศึกษาต่อ ต้องออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ถูกเลิกจ้างเป็นต้น สำหรับหลักเกณฑ์ตามข้อ 10 วรรคสอง ก็เป็นกรณีที่พนักงานที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยในระหว่างรอบบัญชีของปีนั้น ๆ หาได้หมายความถึงพนักงานที่ทำงานครบรอบปีจนมีสิทธิได้รับเงินโบนัสเต็มจำนวนดังที่ระบุไว้ในข้อ 2 (1) ไม่ โจทก์ทำงานครบรอบปีบัญชี 1 เมษายน 2539 ถึง 31 มีนาคม 2540 แล้ว จำเลยตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 และโจทก์ถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งอยู่ในระหว่างรอบปีบัญชี 1 เมษายน 2540 ถึง 31 มีนาคม 2541 โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินโบนัสเต็มจำนวนสำหรับรอบปีบัญชี 1 เมษายน 2539 ถึง 31 มีนาคม 2540 ตามระเบียบของจำเลยข้อ 2 (1)

 

…………………..……………………………………………………………..

 

โจทก์ฟ้องและแก้คำฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นพนักงาน ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานสินเชื่อ ๖ สาขาจันดี สังกัดสาขาระดับจังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและโจทก์ไม่ได้กระทำผิด ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดิม หากไม่อาจกระทำได้ให้บังคับจำเลยจ่าย เงินโบนัสของปีบัญชี ๑ เมษายน ๒๕๓๙ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ จำนวน ๔๕,๑๒๐ บาท ค่าชดเชยจำนวน ๕๗,๖๐๐ บาท และ ค่าเสียหายจำนวน ๓,๘๔๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบวิธีปฏิบัติของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จึงถูกลงโทษเลิกจ้างและเป็นการ เลิกจ้างที่เป็นธรรม โจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสของปีบัญชี ๒๕๓๙ เพียงกึ่งหนึ่งจำนวน ๒๓,๕๐๖ บาท ซึ่งจำเลยโอนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน ๕๗,๖๐๐ บาท และเงินโบนัสจำนวน ๒๑,๖๑๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗๙,๒๑๔ บาท นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางพิจารณาหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วฟัง ข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้บันทึกและสอบสวนรายการขอขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าประจำสาขาจันดีของจำเลย (แบบ ๑๑ - ๐๓๐) รวมลูกค้า ๙ ราย ซึ่งปรากฏจากสำเนาทะเบียนบ้านว่าลูกค้าทั้ง ๙ ราย เข้ามาอยู่ในบ้านของลูกค้า แต่ละรายไม่ถึง ๑ ปี และบางรายก็มิใช่เจ้าของบ้าน โจทก์ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อของจำเลยซึ่งมีหน้าที่สอบสวนรายการตามแบบ ๑๑ - ๐๓๐ ควรจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันดังกล่าวให้ได้ความว่าข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ก่อนที่จะสรุปความเห็นเสนอผู้จัดการสาขาพิจารณาว่าควรรับหรือไม่รับบุคคลขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้า แต่โจทก์กลับสรุปความเห็นว่าควรให้รับขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าโดยละเลยไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถูกต้องก่อนตามระเบียบขั้นตอนและคำเตือนที่จำเลยกำหนดให้ปฏิบัติ การที่โจทก์ละเลยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวน่าเชื่อว่าโจทก์กระทำโดยมีเจตนาที่จะบันทึกรายการขอขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าประจำสาขาเป็นเท็จ ถือว่าโจทก์รายงานเท็จหรือเสนอความเห็นที่ไม่สุจริตต่อผู้บังคับบัญชา และไม่ปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติของจำเลย ดังนั้นที่โจทก์อุทธรณ์ ยืนยันว่าลูกค้าทั้ง ๙ ราย มีถิ่นที่อยู่และประกอบอาชีพเกษตรกรรมของตนในท้องที่ดำเนินงานของสาขาจันดีเกินกว่า ๑ ปี ทุกราย เท่ากับให้ศาลฎีการับฟังว่าโจทก์มิได้ละเลยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของลูกค้าให้ถูกต้องตามระเบียบ เป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงาน จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำสั่งเลิกจ้างของจำเลย ระบุเหตุเลิกจ้างว่าโจทก์มีพฤติการณ์ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริต สอบสวนรับบุคคลที่ขาด คุณสมบัติขึ้นทะเบียนเป็นลูกจ้างของจำเลย บันทึกรายการขอขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าที่เป็นเท็จ จัดทำคำขอกู้ให้แก่บุคคลดังกล่าวด้วยวงเงินกู้สูง และมีพฤติการณ์มีส่วนรู้เห็นกับการที่บุคคลภายนอกเรียกหรือรับผลประโยชน์จากลูกค้าเป็น ค่าวิ่งเต้นในการเข้าเป็นลูกค้าเพื่อกู้เงินจากจำเลย ซึ่งจำเลยอาจจะปรับเข้ากับข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ ๙ ว่าด้วย วินัย การสอบสวน และการลงโทษสำหรับพนักงานและลูกจ้าง ข้อ ๕ (๔) ว่า โจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงด้วยการทุจริตต่อหน้าที่ได้ แต่กลับปรากฏตามรายงานผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนที่จำเลยตั้งขึ้นว่า โจทก์กระทำผิดวินัยตามข้อ ๓ (๔) (๖) (๗) (๑๐) แต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ สมควรเลิกจ้างโจทก์ตามข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ ๔ ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือน และการถอดถอนสำหรับพนักงาน ข้อ ๑๙ (๒) ด้วยเหตุไม่อาจไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และต่อมาจำเลยก็มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสอบสวน โดยอ้างเหตุว่าการกระทำของโจทก์ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่และ ชื่อเสียงของจำเลย ซึ่งตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ ๖ ระบุว่าไม่เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอาศัยข้อบังคับของจำเลย หมวด ๔ การถอดถอน ข้อ ๑๙ (๒) เพราะไม่อาจไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ อันเป็นการใช้สิทธิเลิกสัญญาจ้างเท่านั้น ไม่ใช่เลิกจ้างด้วยโทษทางวินัยด้วยการไล่ออกหรือ ปลดออกตาม ข้อ ๔ (๑) (๒) ต้องถือว่าจำเลยไม่ได้ประสงค์ลงโทษทางวินัยด้วยการไล่ออกหรือปลดออกเนื่องจากโจทก์กระทำผิดทางวินัยอย่าง ร้ายแรงอันจะทำให้จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ แต่จำเลยประสงค์เลิกสัญญาจ้างเพราะเหตุไม่อาจไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ซึ่งไม่เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๔๖ ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑ (๑) และมาตรา ๑๑ วรรคสอง แม้ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๖ ก็ตาม แต่ตามระเบียบดังกล่าวข้อ ๔๕ ก็ให้รัฐวิสาหกิจจ่ายค่าชดเชยแก่พนักงานซึ่งเลิกจ้างในหลักเกณฑ์เดียวกับประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ ๔๖ การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามประกาศ กระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๖ เป็นเพียงการปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้องเท่านั้น จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่เห็นสมควรปรับบทการจ่ายค่าชดเชยดังกล่าวเสียให้ถูกต้อง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องจ่ายเงินโบนัสของปีบัญชี ๑ เมษายน ๒๕๓๙ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ เพิ่มให้โจทก์อีก ๒๑,๖๑๔ บาท หรือไม่ เห็นว่า ระเบียบฉบับที่ ๓๓ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสประจำปีสำหรับพนักงานของจำเลย ข้อ ๒ กำหนดว่าพนักงานที่ได้ปฏิบัติงานมาครบในรอบปีใดจะได้รับ เงินโบนัสในรอบปีนั้นตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(๑) ถ้าพนักงานผู้ใดไม่เคยลา … จะได้รับเงินโบนัสเต็มจำนวน …

ส่วนข้อ ๓ ถึงข้อ ๙ ของระเบียบดังกล่าวจะเห็นได้ว่าล้วนแต่กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสสำหรับพนักงานของจำเลยที่ทำงานไม่ครบรอบปีบัญชีจากสาเหตุกรณีต่าง ๆ เช่น ลาออก ได้รับทุนไปศึกษาต่อ ต้องออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ถูกเลิกจ้าง เป็นต้น สำหรับหลักเกณฑ์ตามข้อ ๑๐ วรรคสอง ก็เป็นกรณีที่พนักงานที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยในระหว่างรอบบัญชีของปีนั้น ๆ หาได้หมายความถึงพนักงานที่ทำงานครบรอบปีจนมีสิทธิได้รับเงินโบนัสเต็มจำนวนดังที่ระบุไว้ในข้อ ๒ (๑) ดังความหมายที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางฟังได้ความว่าโจทก์ทำงานครบรอบปีบัญชี ๑ เมษายน ๒๕๓๙ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ แล้ว จำเลยตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ และโจทก์ถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ซึ่งอยู่ในระหว่างรอบปีบัญชี ๑ เมษายน ๒๕๔๐ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินโบนัสเต็มจำนวนสำหรับรอบปีบัญชี ๑ เมษายน ๒๕๓๙ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ ตามระเบียบของจำเลยข้อ ๒ (๑) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสจำนวน ๒๑,๖๑๔ บาท ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๔๕ (๓) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลแรงงานกลาง

 

(วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ - สกนธ์ กฤติยาวงศ์ - หัสดี ไกรทองสุก )

 

ศาลแรงงานกลาง(สงขลา) - นายธงชัย อยู่ถนอม

ศาลอุทธรณ์ -




จำนวนผู้ชม 2943 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์