ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าด้วยวินัยและความประพฤติอย่างร้ายแรง

ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าด้วยวินัยและความประพฤติอย่างร้ายแรง | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



คดีแดงที่  2942/2545

บริษัท ไพฑูรย์โฮเต็ลแอนด์รีสอร์ท จำกัด โจทก์
นายนิยม โภควนิช จำเลย
นายสุทัศน์ บุญมี จำเลยร่วม

 

ป.พ.พ. มาตรา 193/3 วรรคสอง, 193/8
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นกฎหมายที่มีความมุ่งหมายคุ้มครองการใช้แรงงานอย่างเป็นธรรมและมีบทบัญญัติในการคุ้มครองแรงงานไว้โดยเฉพาะ แต่ พ.ร.บ. ดังกล่าวก็มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการนับระยะเวลาไว้เป็นพิเศษแต่อย่างใด ดังนั้นการนับระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 5 เรื่องระยะเวลา อันเป็นบทบัญญัติทั่วไป
การที่โจทก์ไม่พอในคำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน และประสงค์จะนำคดีไปสู่ศาลเพื่อให้ ชี้ขาดนั้นโจทก์จะต้องนำต้นเงินค่าชดเชยและดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามจำนวนที่คำนวณได้ถึงวันฟ้องไปวางต่อศาลแรงงานกลางตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคสาม เมื่อโจทก์นำคดีมาสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยในคดีย่อมต้องหมายความรวมทั้งคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและดอกเบี้ยในค่าชดเชยแก่จำเลยร่วม ทั้งการวินิจฉัยในส่วนเรื่องค่าชดเชยดังกล่าวก็มีผลกระทบโดยตรงถึงดอกเบี้ยของค่าชดเชยตามคำสั่งของจำเลยด้วย โจทก์จึงไม่อาจที่จะอ้างว่าโจทก์คงติดใจโต้แย้งคำสั่งของจำเลยเฉพาะเรื่องเงินค่าชดเชยเท่านั้น ไม่ติดใจโต้แย้งในเรื่องดอกเบี้ยหาได้ไม่ เมื่อโจทก์เพียงแต่นำเงินค่าชดเชยจำนวน 97,800 บาท มาวางต่อศาลแรงงานกลางโดยมิได้นำดอกเบี้ยในค่าชดเชยตามจำนวนที่คำนวณได้ถึงวันฟ้องมาวางต่อศาลด้วย จึงต้องถือว่าโจทก์วางเงินไม่ครบถ้วนตามคำสั่งของจำเลย เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 125 วรรคสาม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย

 

 

…………………..……………………………………………………………..

 

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจประเภทโรงแรม จำเลยเป็นพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๓ โจทก์เลิกจ้างนายสุทัศน์ บุญมี ลูกจ้างโจทก์เนื่องจากฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าด้วยวินัยและความประพฤติอย่างร้ายแรง ต่อมานายสุทัศน์ยื่นคำร้องต่อจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานว่า โจทก์เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ ๒/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๔ วินิจฉัยว่า การกระทำของนายสุทัศน์ถือได้ว่าเป็นการกระทำไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต นายจ้างไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นายสุทัศน์มีพฤติกรรมส่อเจตนาทำให้ขาดความน่าไว้วางใจ แต่มิใช่กรณีร้ายแรง ดังนั้น โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายสุทัศน์ ในกรณีไม่จ่ายค่าชดเชยต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ ๑๕ ต่อปี จึงมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน ๙๗,๘๐๐ บาท และดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในระหว่างเวลาผิดนัด โดยนำจ่ายแก่นายสุทัศน์ภายใน ๑๕ วัน นับแต่ทราบคำสั่งนั้น โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยเนื่องจากคำสั่งและคำวินิจฉัยคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โจทก์สามารถเลิกจ้างนายสุทัศน์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และเงิน ๓,๘๐๐ บาทเป็นเงินพิเศษได้รับจากกรณีที่มีลูกค้ามาใช้บริการ จึงมิใช่ค่าจ้าง กับจำเลยรับข้อร้องเรียนของนายสุทัศน์เป็นการไม่สุจริต เนื่องจากคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์มิได้นำคดีนี้สู่ศาลภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งจำเลยจึงเป็นที่สุด นอกจากนั้นโจทก์มิได้นำเงินค่าดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี คิดเป็นเงิน ๑๔,๖๗๐ บาท ตามคำสั่งมาวางด้วย การฟ้องคดีของโจทก์ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๕ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา นายสุทัศน์ บุญมี ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การ และคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นแล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ยื่นฟ้องคดีนี้ภายในกำหนด ๓๐ วันนับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน และโจทก์มิได้นำดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดซึ่งถึงกำหนดจ่ายมาวางต่อศาล ถือได้ว่าโจทก์วางเงินไม่ครบถ้วนตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้หรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จะเป็นกฎหมายที่มีความมุ่งหมายคุ้มครองการใช้แรงงานอย่างเป็นธรรมและมีบทบัญญัติในการคุ้มครองแรงงานไว้โดยเฉพาะก็ตาม แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวก็มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการนับระยะเวลาไว้เป็นพิเศษแต่อย่างใด ดังนั้นการนับระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๑ ลักษณะ ๕ เรื่องระยะเวลา อันเป็นบทบัญญัติทั่วไป โดย มาตรา ๑๙๓/๓ วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือนหรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน เว้นแต่จะเริ่มการในวันนั้นเองตั้งแต่เวลาที่ถือได้ว่าเป็นเวลาเริ่มต้นทำการงานกันตามประเพณี" ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้รับทราบคำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ถ้าโจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว โจทก์จะต้องนำคดีไปสู่ศาลภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันทราบคำสั่งโดยต้องเริ่มนับระยะเวลาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ เป็นต้นไปตามนัยบทบัญญัติมาตรา ๑๙๓/๓ วรรคสอง ดังกล่าว และจะครบกำหนด ๓๐วันในวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๔ ซึ่งตรงกับวันเสาร์อันเป็นวันหยุดราชการ โจทก์จึงมีสิทธินำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลภายในวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๔ อันเป็นวันเปิดทำการราชการในวันแรกได้ตามนัยมาตรา ๑๙๓/๘ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๔ จึงต้องถือว่าโจทก์นำคดีไปสู่ศาลภายในระยะเวลาที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๕ วรรคหนึ่ง กำหนดไว้แล้ว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ยื่นฟ้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า การวางเงินที่จะต้องชำระตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลนั้น โจทก์จะต้องนำดอกเบี้ยจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานมาวางต่อศาลด้วยหรือไม่ และการที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวเป็นการพิพากษาเกินคำขอบังคับของจำเลยและจำเลยร่วมหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งที่ ๒/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๔ ให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชยจำนวน ๙๗,๘๐๐ บาท และดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ให้แก่จำเลยร่วมซึ่งเป็นลูกจ้างภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่งของจำเลย ฉะนั้น ในกรณีที่โจทก์ไม่พอใจคำสั่งของจำเลยและประสงค์จะนำคดีไปสู่ศาลเพื่อให้ชี้ขาดนั้นโจทก์จะต้องนำต้นเงินค่าชดเชยและดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตามจำนวนที่คำนวณได้ถึงวันฟ้องไปวางต่อศาลแรงงานกลางตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.

๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๕ วรรคสาม บัญญัติไว้ การที่โจทก์นำคดีมาสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยในคดีนี้ย่อมต้องหมายความรวมทั้งคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและดอกเบี้ยในค่าชดเชยแก่จำเลยร่วม นอกจากนี้การวินิจฉัยในส่วนเรื่องค่าชดเชยดังกล่าวก็มีผลกระทบโดยตรงถึงดอกเบี้ยของค่าชดเชยตามคำสั่งของจำเลยด้วย โจทก์จึงไม่อาจที่จะอ้างว่าโจทก์คงติดใจโต้แย้งคำสั่งของจำเลยเฉพาะเรื่องเงินค่าชดเชยเท่านั้น ไม่ติดใจโต้แย้งในเรื่องดอกเบี้ยหาได้ไม่ เมื่อโจทก์เพียงแต่นำเงินค่าชดเชยจำนวน ๙๗,๘๐๐ บาท มาวางต่อศาลแรงงานกลางโดยมิได้นำดอกเบี้ยในค่าชดเชยตามจำนวนที่คำนวณได้ถึงวันฟ้องมาวางต่อศาลด้วย จึงต้องถือว่าโจทก์วางเงินไม่ครบถ้วนตามคำสั่งของจำเลย เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๒๕ วรรคสาม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย และแม้จำเลยและจำเลยร่วมจะมิได้ร้องขอให้ศาลแรงงานกลางหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดในเบื้องต้นก็ตาม แต่ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องที่จำเลยและจำเลยร่วมได้ให้การต่อสู้ไว้เป็นประเด็นโดยตรงอยู่แล้ว ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดในเบื้องต้นได้และไม่เป็นการพิพากษาเกินกว่าคำขอของจำเลยและจำเลยร่วมแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน

 

(ปัญญา สุทธิบดี - วีรพจน์ เพียรพิทักษ์ - พูนศักดิ์ จงกลนี )

 

ศาลแรงงานกลาง - นายชวลิต ธรรมฤาชุ

ศาลอุทธรณ์ -




จำนวนผู้ชม 2869 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์