Human Capital ROI เพิ่มค่าหัวให้พนักงาน

Human Capital ROI เพิ่มค่าหัวให้พนักงาน | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM


Post Today - เป็นแฟชั่นไปเสียแล้วที่ CEO ยุคนี้มักจะพูดว่า “บุคลากร คือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดขององค์กร” แต่ถ้าลองไปสืบสาวพฤติกรรมการบริหารเบื้องลึกจริงๆ ก็จะพบว่า หลายรายที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้ทำตามที่พูดเสมอไป ...

 แต่ชาว HR อย่าไปถือเป็นอารมณ์เลยนะคะ เพราะความจริงย่อมหนีไปไม่พ้นว่า “บุคลากร” นี่แหละคือทรัพยากรหรือขุมทรัพย์ (Treasure) ที่มีค่าที่สุด (ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า–หากผู้บริหารรู้จักสรรหา พัฒนา รักษา และบริหารพวกเขาอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น) และบุคลากรนี้จะเป็นขุมทรัพย์ที่นำมาใช้ได้อย่างไม่มีวันหมดสิ้นเสียด้วย เพราะพนักงานระดับมันสมองที่เรียกว่าพวก “Talent” นี้ สามารถสร้างนวัตกรรม แก้ไขปัญหา เปิด Deal ธุรกิจใหม่ๆ ที่สร้างเม็ดเงินเป็นหมื่น เป็นแสน และเป็นพันๆ ล้านได้ ถ้าพวกเขามีความสามารถและรู้สึกพอใจหรือรักที่จะทำ สำคัญที่ว่าผู้บริหารจะต้องหา “กุญแจ” ที่จะไขหีบสมบัตินี้ให้เจอเท่านั้นแหละค่ะ

กุญแจขับเคลื่อนบุคลากร (Human Capital Drivers)

เท่าที่ผู้เขียนสังเกตดู รู้สึกว่าการบริหารคนให้สร้างผลงานนั้นมีหลักการใหญ่ๆ อยู่ 2 ประการ คือ หลักการ “Push” และ “Pull” หลักการ “Push” หมายถึง การผลักดัน บางครั้งผู้บริหารก็ต้องออกแรงผลักและดันให้พนักงานก้าวไปข้างหน้า กล่าวคือ ผู้บริหารต้องสร้างระบบในการพัฒนาฝึกอบรมพนักงาน สร้างเกณฑ์ในการวัดผลงาน การให้รางวัล การลงโทษ การตั้งเป้าหมายในการทำงาน ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เปรียบเสมือนเป็นแรงกดดัน (Pressure) ที่บีบหรือผลักให้พนักงานต้องทำงาน (สำหรับพนักงานที่อาจจะเฉื่อยแฉะสักหน่อย)

แต่การผลักและการกดดันอย่างเดียวนั้นไม่พอและไม่มีประสิทธิภาพครบถ้วน จำเป็นต้องมีการดึงด้วย การดึงนี้ไม่ใช่การลาก (Drag) นะคะ แต่เป็นการดึงด้วยใจ ทั้งนี้ผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพที่มีภาวะผู้นำที่ดี จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration) ให้เกิดขึ้นกับพนักงานด้วยการสื่อสารพูดคุยเรื่องวิสัยทัศน์อันน่าประทับใจขององค์กร

พูดถึงพันธกิจ (Mission) และค่านิยมที่มีคุณค่าขององค์กร ซึ่งทำให้พนักงานรู้สึกอยากมีส่วนร่วมในการสานฝันให้เป็นจริงร่วมกับผู้บริหาร นอกจากนี้การที่ผู้บริหารทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี และทำตัวเป็นบุคคลที่พนักงานเข้าถึงได้ง่าย ก็จะยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกเป็นทีมเดียวกับผู้บริหาร รู้สึกผูกพันและสนุกสนานที่จะร่วมผจญภัย ฝ่าฟันในเรือลำเดียวกับผู้บริหาร แบบนี้ละค่ะที่เรียกว่า หลักการดึงด้วยใจ

ปัจจัย 5 หมวด 23 กิจกรรมที่ใช้ขับเคลื่อน ROI ของพนักงาน

หลักแนวคิดเรื่อง Push and Pull ที่ได้กล่าวในเบื้องต้นนี้เป็นการนำเสนอมุมมองในภาพกว้างๆ เพื่อบริหารพนักงานให้สามารถสร้างผลงานให้คุ้มค่ากับที่องค์กรได้ลงทุนในตัวพนักงานเป็นรายบุคคลไป (ROI per head) แต่หากต้องการจะลงลึกไปในรายละเอียดขนาดประมาณว่าจะนำไปสร้างระบบขององค์กรเพื่อบริหารพนักงานให้มี ROI ในบริษัทของท่านผู้อ่านเลย ผู้เขียนก็ขอนำเสนอแนวคิดของ Lauri Bassi และ Daniel McMurrer ที่ได้สร้างกรอบความคิดในการวัดจุดเด่นและจุดด้อยขององค์กรในการบริหารต้นทุนมนุษย์ (Management for Human Capital ROI) ไว้อย่างน่าสนใจในคอลัมน์ประจำสัปดาห์นี้เสียเลยนะคะ

Bassi และ McMurrer นำเสนอไว้ว่า องค์กรที่มีความสามารถในการบริหารพนักงานให้สร้างผลงานที่คุ้มค่าหัวของพวกเขานั้นจะต้องมีความสามารถในปัจจัย 5 หมวด คือ

หมวดที่ 1 : ภาวะผู้นำ (Leadership Practices)

หมวดที่ 2 : การผูกใจพนักงาน (Employee Engagement)

หมวดที่ 3 : การเข้าถึงองค์ความรู้ (Knowledge Accessibility)

หมวดที่ 4 : การสร้างประโยชน์สูงสุดจากแรงงาน (Workforce Optimization)

หมวดที่ 5 : ความสามารถในการเรียนรู้ (Learning Capacity)

จากปัจจัย 5 หมวดนี้ Bassi และ Mcmurrer ได้แจกแจงรายละเอียดลงไปอีกว่าในแต่ละหมวดนั้นมีกิจกรรมอะไรบ้างที่องค์กรพึงปฏิบัติ ตามมาอ่านกันต่อเลยนะคะเพื่อไม่ให้เสียเวลา (และเสียอารมณ์)

หมวดที่ 1 : ภาวะผู้นำ (Leadership Practices)

โหมโรงเปิดฉากก็ไม่พ้นเรื่องผู้นำแน่นอน (ถ้าผู้นำไม่ได้ความ แล้วจะไปหวังอะไรจากลูกน้องใช่ไหมคะ?) ผู้นำขององค์กรที่มีพนักงานสร้าง ROI ได้แจ่มแจ๋ว พึงมีข้อปฏิบัติดังนี้

1.1 เป็นนักสื่อสารและสามารถสื่อสารได้ดี หมายความว่า ฝ่ายบริหารแต่ละคนต้องเป็นนักสื่อสาร (Communicator) ที่มีความสามารถและต้องสร้างระบบสื่อสารภายในองค์กรที่เป็นระบบเปิด (Open System) ที่พนักงานทุกระดับสามารถได้รับข้อมูลและเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและพอเพียง ไม่ใช่ว่ามีแต่ผู้บริหารเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้ข้อมูล นอกจากนี้ยังต้องสร้างระบบสื่อสารแบบ 2 ทาง ที่มีช่องทางทั้งจากผู้บริหารถึงพนักงาน และช่องทางจากพนักงานถึงผู้บริหารอีกด้วย

1.2 ฝ่ายบริหารและพนักงานร่วมมือร่วมใจกัน ถ้าอยากจะให้พนักงานทำงานแบบทุ่มสุดตัว ต้องไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะระหว่างผู้บริหารและพนักงาน ผู้บริหารต้องใจกว้างและเต็มใจให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ขององค์กร

ข้อนี้อาจจะยากสำหรับผู้บริหารชาวเอเชียและผู้บริหารสูงอายุที่คุ้นเคยกับการบริหารแบบรวมศูนย์ (Centralization) ที่ตนเองเป็นผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจโดยไม่ต้องฟังเสียงพนักงาน แต่วิธีการบริหารแบบเผด็จการนี้มันอาจจะไม่เวิร์กหรือไม่เวิร์กเลยกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งคือพวก Generation Y ที่ต้องการสิทธิเสมอภาคและชอบออกความเห็น ดังนั้นผู้บริหารท่านใดที่ยังติดอยู่กับอดีตจึงพึงเปลี่ยนค่านิยมโดยด่วน

1.3 ทักษะในการบังคับบัญชาของผู้จัดการหรือหัวหน้างานระดับต้น (Supervisory Skills) สำหรับผู้จัดการหรือหัวหน้างานระดับต้นนั้นพึงมีความสามารถในการกำจัดอุปสรรคต่างๆ ที่สกัดกั้นมิให้พนักงานทำงานได้ ซึ่งอาจหมายถึงความสามารถในการแก้ไขปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำวันในแผนก ความสามารถในการให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) เกี่ยวกับผลงานของลูกน้องเพื่อนำไปพัฒนาตนเอง และทักษะในการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกน้องในการทำงาน ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่าหัวหน้างานจะต้องสร้างสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดกับลูกน้องมากพอสมควรจึงจะสามารถสร้างความมั่นใจให้ลูกน้องได้

1.4 ทักษะในการบังคับบัญชาระดับสูง (Executive Skills) ผู้บริหารระดับสูงก็ต้องมีความสามารถในการขจัดอุปสรรคในการทำงานเช่นเดียวกับผู้จัดการระดับต้นและระดับกลาง แต่ในระดับสูงนี้เข้าใจว่าความยากของปัญหาหรืออุปสรรคก็จะยิ่งยากขึ้น เช่น การสรรหางบประมาณ การสร้างหรือแก้นโยบายในการทำงาน การจัดโครงสร้างและระบบงาน เป็นต้น และส่วนในเรื่องของการสร้างความมั่นใจนั้น สำหรับผู้บริหารระดับสูงอาจหมายถึงความมั่นคงขององค์กร ความมั่นคงในงานของพนักงาน การให้ความมั่นใจว่าผู้บริหารมีนโยบายส่งเสริมพนักงานในเรื่องต่างๆ เช่น การฝึกอบรม นโยบายเรื่องจริยธรรม เป็นต้น

1.5 ระบบในการพัฒนาภาวะผู้นำและการเปลี่ยนแปลง (Transition Systems) ต้องมีประสิทธิผล กล่าวคือ การที่พนักงานจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พนักงานจะต้องได้รับการพัฒนาภาวะผู้นำในตัวของเขาอย่างเพียงพอเหมาะสม เพื่อที่เขาจะมีความรู้ ทักษะ และความยืดหยุ่นในการจัดการกับสถานการณ์เหล่านั้น นอกจากนี้องค์กรเองก็ต้องมีระบบการทำงานและระบบบริหารในการปรับองค์กรหรือเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิผลเช่นกัน ไม่ใช่ว่าพอมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทีก็ระส่ำระสายไม่เป็นขบวนกันไปทั้งองค์กร แบบนี้ก็ไม่ต้องไปพูดถึง ROI กันหรอกนะคะ

ว้าย! เนื้อที่หมดเสียแล้ว ขออนุญาตเซย์กู๊ดบาย ณ ตรงนี้ก่อน และขอไปเซย์ฮัลโหลโม้เรื่องการสร้างระบบงานเพื่อเพิ่ม ROI ให้พนักงานต่อในสัปดาห์หน้านะคะ

 

ที่มา : www.jobjob.co.th





จำนวนผู้ชม 4714 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์