การจ่ายเงินค่าชดเชยกรณีที่นายจ้าง ย้ายสถานประกอบกิจการ

การจ่ายเงินค่าชดเชยกรณีที่นายจ้าง ย้ายสถานประกอบกิจการ | การบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



การจ่ายเงินค่าชดเชยกรณีที่นายจ้าง ย้ายสถานประกอบกิจการ
 
 
มาตรา 120  ในกรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการในการนี้ ถ้าลูกจ้างไม่ประสงค์จะไปทำงานด้วยให้ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ โดยลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 118
 
ในกรณีที่นายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างทราบการย้ายสถานประกอบกิจการล่วงหน้าตามวรรคหนึ่ง ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยด้วย
 
ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำขอให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการว่า เป็นกรณีที่นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยได้รับค่าชดเชยตามวรรคหนึ่งหรือไม่
 
คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานให้เป็นที่สุด เว้นแต่นายจ้างหรือลูกจ้างจะอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้าง ต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้างที่ยื่นคำขอตามวรรคสาม จึงจะฟ้องคดีได้
 
การบอกเลิกสัญญาจ้างตามมาตรานี้ ลูกจ้างต้องใช้สิทธิภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ หรือนับแต่วันที่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานหรือคำพิพากษาของศาลเป็นที่สุด
 
 
คำอธิบาย
 
การจ่ายค่าชดเชยกรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการมีเจตนารมณ์เพื่อที่จะคุ้มครองลูกจ้างที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการจากที่เดิมไปตั้งอยู่ที่ใหม่ในสถานที่ห่างไกลไปจากที่เดิมมากจนลูกจ้างตามไปทำงานด้วยไม่ได้ องค์ประกอบสำคัญกรณีนี้มี 2 ประการ คือ
 
  1. นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น ซึ่งจะเป็นสถานที่ใดก็ได้ ข้ามอำเภอ ข้ามเขตจังหวัด หรือข้ามภาคได้
  2.  การย้ายนั้นต้องมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือ ครอบครัว ซึ่งหมายถึงกรณีที่ลูกจ้างต้องไปทำงานในสถานที่ใหม่ ทำให้ลูกจ้างได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตตามปกติ เช่นต้อง เดินทางไปไกลขึ้น ใช้เวลาในการเดินทางมากขึ้น เสียค่าใช้จ่ายการเดินทางมากขึ้น หรือต้องไปเช่าบ้านอยู่ที่ใกล้สถานประกอบกิจการทำให้ลูกจ้างได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตตามปกติ หรือมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติของครอบครัวลูกจ้าง ทำให้ครอบครัวลูกจ้างประสบปัญหา เช่น ไม่มีผู้ดูแลบุตรซึ่งยังเป็นเด็กเล็กมาก หรือไม่มีใครดูแลภริยาของลูกจ้างที่ยังเจ็บป่วยอยู่ เป็นต้น
 
 
เมื่อการกระทำของนายจ้างด้วยการย้ายสถานประกอบกิจการเข้าองค์ประกอบดังกล่าวก็จะเกิดหน้าที่ของนายจ้างและสิทธิของลูกจ้างดังนี้
 
สำหรับหน้าที่ของนายจ้างนั้น นายจ้างมีหน้าที่ต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน นับแต่วันที่ย้ายสถานประกอบกิจการ ซึ่งถ้านายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าครบ 30 วัน ก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการ นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 30 วัน กรณีที่ลูกจ้างได้รับค่าจ้างตามระยะเวลา หรือจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างของการทำงาน 30 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
 
ส่วนสิทธิของลูกจ้างนั้น เมื่อนายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการดังกล่าวลูกจ้างก็มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาจ้างได้ ถ้าลูกจ้างไม่ประสงค์จะไปทำงานให้แก่นายจ้าง ณ สถานประกอบกิจการแห่งใหม่ ซึ่งถ้าลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างแล้ว ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 118 ซึ่งหมายถึงว่า หากลูกจ้างนั้นถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด ลูกจ้างจะได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 เท่าใด ถ้าลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างต่อนายจ้างตามมาตรา 120 ลูกจ้างก็จะได้รับค่าชดเชยเท่ากับ กึ่งหนึ่งของสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างตามมาตรา 118 ดังนั้น ค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 120 จะเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วัน 45 วัน 90 วัน 120 วัน และ 150 วัน
 
ในกรณีที่ลูกจ้างไม่แน่ใจว่าตนเองมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ เพราะอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับเงื่อนไขที่ว่า นายจ้างได้ย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้งสถานที่อื่นตรงตามความหมายในมาตรานี้หรือไม่ หรือการย้ายนั้นมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัวหรือไม่ ลูกจ้างก็มีสิทธิที่จะไม่บอกเลิกสัญญาจ้างทันที แต่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอต่อคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามบทบัญญัติในหมวด 7 มาตรา 92 ให้เป็นผู้วินิจฉัย แต่ต้องยื่นภายใน 30 วันนับแต่วันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานนี้เป็นที่สุด เว้นเสียแต่นายจ้างหรือลูกจ้างจะได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานนั้นต่อศาลภายใน 30 วันนับแต่วันที่รับคำวินิจฉัย
 
ในกรณีที่นายจ้างคำคดีไปสู่ศาลแรงงาน เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน นายจ้างจะต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ต้องจ่ายดังกล่าวข้างต้นต่อศาลจึงจะฟ้องคดีได้
 
สิทธิในการบอกเลิกสัญญาจ้างเพื่อขอรับค่าชดเชยพิเศษดังกล่าวข้างต้น ลูกจ้างจะต้องใช้สิทธิภายใน 30 วันนับแต่วันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ หรือในกรณีที่มีการยื่นคำขอให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานวินิจฉัยก็ต้องใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานถึงที่สุด หรือถ้าคดีไปสู่ศาลและมีคำพิพากษาของศาลก็สามารถที่จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาเป็นที่สุด
 
คำพิพากษาฎีกาที่ 2228/2545  นายจ้างสั่งปิดสำนักงานขายที่กรุงเทพมหานครและย้ายพนักงานทั้งหมดไปทำงานที่หน่วยงานที่จังหวัดภูเก็ต มิใช่กรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการตาม มาตรา 120
 
 
 
คำอธิบายกฎหมายแรงงาน
โดย  ศาสตราจารย์เกษมสันต์ วิลาวรรณ




จำนวนผู้ชม 6207 ครั้ง




ข้อมูลบทเรียนออนไลน์ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์