ความรับผิดของผู้ค้ำประกัน

ความรับผิดของผู้ค้ำประกัน | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



ความรับผิดของผู้ค้ำประกัน

               ในการเข้าทำงานของลูกจ้าง นายจ้างอาจจัดให้มีการประกันการทำงาน โดยให้ลูกจ้างจัดหาบุคคลภายนอกที่น่าเชื่อถือมาทำสัญญาค้ำประกันการทำงาน โดยทำสัญญาว่า หากลูกจ้างออกจากงานก่อนครบกำหนดในสัญญาจ้าง หรือก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่นายจ้างในระหว่างการทำงาน และไม่สามารถบังคับชำระหนี้เอาจากลูกจ้างได้ นายจ้าง มีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากผู้ค้ำประกันแทนได้   ในการทำสัญญาค้ำประกันนั้นจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน  การตกลงค้ำประกันด้วยวาจาจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ อีกประการหนึ่งการค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันอาจกำหนดระยะเวลา หรือจำนวนเงินที่ต้องผูกพันไว้ก็ได้ หากพ้นระยะเวลา หรือเกินวงเงินผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิด

                การค้ำประกันด้วยบุคคล นายจ้างจะบังคับชำระหนี้เอาจากผู้ค้ำประกันได้ก็ต่อเมื่อ ลูกจ้างผิดนัดไม่ชำระหนี้ นายจ้างจึงจะทวงถามให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนได้ เมื่อนายจ้างทวงให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันอาจขอให้ลูกจ้างชำระหนี้ก่อนได้  แต่ก็มีข้อยกเว้นว่าหากผู้ค้ำประกันตกลงร่วมรับผิดกับลูกจ้างอย่างลูกหนี้ร่วม ผู้ค้ำประกันจะไม่มีสิทธิอ้างตามที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้น ในสัญญาค้ำประกันนายจ้างจึงระบุให้ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม อนึ่ง เมื่อผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนลูกจ้างแล้ว ผู้ค้ำประกันย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากตัวลูกจ้างได้  ลองมาพิจารณาคำพิพากษาฎีกานี้ว่าผู้ค้ำประกันจะต้องร่วมรับผิดอย่างไร  และข้อความในสัญญาค้ำประกันในส่วนที่เป็นสาระสำคัญควรเขียนอย่างไร

                โจทก์ ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ เข้าทำงานตั้งแต่ปี 2518 จนถึงปี 2542 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงาน ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2535 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 จำเลยที่ 1 ขณะมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการสาขาสระบุรีและสาขาหนองแคตามลำดับได้ร่วมกับพวกทุจริตทำเอกสารเท็จเกี่ยวกับตัวลูกค้าและอนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกค้า จำนวน 14 ราย ซึ่งความจริงแล้วลูกค้าไม่ได้ขอสินเชื่อและไม่ได้รับเงินตามที่จำเลยที่ 1 อนุมัติ โดยจำเลยที่ 1 กับพวกได้ร่วมกันยักยอกและฉ้อโกงเงินโจทก์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 83,476,921.20 บาท  ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้หลบหนีไปโดยไม่มาทำงานตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 ติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 3 วันทำงาน โดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับพนักงานของโจทก์และเป็นความผิดวินัย โจทก์จึงลงโทษจำเลยที่ 1 โดยการไล่ออกตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เป็นการจงใจให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงต้องชดใช้เงินจำนวน 83,476,921.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2542 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,950,280.22 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 86,427,201.42 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย ก่อนฟ้องโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย  ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน จำนวน 86,427,201.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 83,476,921.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

               
จำเลยที่ 1 ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เนื่องจากคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมและขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ฟ้องคดีนี้เกิน 10 ปี โจทก์ปล่อยปละละเลยและมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ทั้งเมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดอาญา โจทก์ก็ไม่แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ เพื่อจัดการแก้ไขหรือบรรเทาความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์  ขอให้ยกฟ้อง

                ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงิน จำนวน 86, 427, 201.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 83, 476, 921.20 บาท นัดถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 21 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

                ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่เพียงใด ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำ-ประกันการทำงาน จำเลยที่ 1 ทำงานกับโจทก์ตั้งแต่ปี 2518 จนถึงปี 2542 เดือนพฤษภาคม 2535 จำเลยที่ 1  เริ่มทำงานในตำแหน่งพนักงานทดสอบสำนักงานใหญ่ ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการสาขาสระบุรี และเดือนเมษายน 2539 จำเลยที่ 1 ได้รับแต่ง-ตั้งให้เป็นผู้จัดการสาขาหนองแค โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ควบคุมการดำเนินงานสาขาของโจทก์ให้เป็นตามระเบียบวิธีปฏิบัติของโจทก์ที่กำหนดไว้ โจทก์มีระเบียบว่าด้วยเรื่องการดำเนินงานของสำนักงานสาขา การบริหาร การอนุมัติสินเชื่อของสาขา การอำนวยสินเชื่อของสาขา โดยโจทก์ได้กำหนดวิธีปฏิบัติหลักเกณฑ์และอำนาจในการอนุมัติสินเชื่อให้แก่ผู้จัดการสาขา ให้มีอำนาจอนุมัติสินเชื่อได้ในระดับต่างๆ กัน ซึ่งระเบียบดังกล่าวกำหนดให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการเกรดเอมีอำนาจอนุมัติสินเชื่อในวงเงินไม่เกิน 3,000,000 บาท โจทก์ลงโทษจำเลยที่ 1 โดยการไล่ออกตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายเป็นเงิน 83,000,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย พิเคราะห์หนังสือค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 แล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ทำหนังสือค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2518 ในตำแหน่งพนักงานทดสอบสำนักงานใหญ่ โดยระบุว่า  "ข้าพเจ้า (จำเลยที่ 2) ขอเข้าเป็นผู้ค้ำประกันของนายมนู มะโมน้อม (จำเลยที่ 1) ซึ่งทำงานในตำแหน่ง..... ในธนาคารศรีนคร จำกัด (โจทก์) หรือในตำแหน่งอื่นใดซึ่งจะได้มีการโยกย้ายในภายหน้า ขอรับรองว่านายมนู มะโนน้อม จะปฏิบัติหน้าที่โดยความซื่อสัตย์สุจริตโดยความหมั่นเพียร และความระมัดระวังอันพึงควรมี และข้าพเจ้าจะสอดส่องดูแลความประพฤติของผู้ถูกค้ำประกัน ให้อยู่ในความดีงามตลอดเวลาที่ทำงานอยู่กับธนาคารศรีนคร หรืออาศัยอำนาจหน้าที่ทำการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำการใด ๆ (ไม่ว่าจะโดยเจตนาทุจริตหรือไม่ก็ตาม) ซึ่งเป็นเหตุทำให้ธนาคารต้องประสพความเสียหายแล้ว ข้าพเจ้าผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดชอบต่อธนาคารศรีนคร จำกัด ในการชดใช้ความเสียหายนั้นให้แก่ธนาคารจนครบ โดยปราศ-จากเงื่อนไข และโดยจะไม่ยกเอาเหตุผลใด ๆ เข้าเป็นข้อต่อสู้ เพื่อในการหลุดพ้นจากภาระความรับผิดนี้"  หมายความว่า จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งขณะที่ทำงานกับโจทก์และตำแหน่งอื่นใด ซึ่งจะมีการโยกย้ายในภายหน้าด้วย ดังนั้น แม้โจทก์จะเลื่อนตำแหน่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสาขา ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมค้ำประกันด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้ซึ่งจำเลยที่ 2 ค้ำประกันได้ทุจริตต่อหน้าที่ทำความเสียหายแก่โจทก์ จำนวน 83,000,000 บาท และผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมเรียกให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 และ 686 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น
 

                พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ก็ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามพิพากษาศาลแรงงานกลาง (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 6100/2546)

 

 

ยงยุทธ   ไชยมิ่ง

ที่มา: นิตยสาร Recruit Update ฉบับที่ 401  วันที่  1-15  พฤษภาคม  2547




จำนวนผู้ชม 3071 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์