เงินค่าชดเชยนำเงินอื่นมาหักได้หรือไม่

เงินค่าชดเชยนำเงินอื่นมาหักได้หรือไม่ | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



เงินชดเชยเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 ได้กำหนดอัตราค่าชดเชยไว้ ซึ่งหากนายจ้างเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างมิได้กระทำความผิดร้ายแรงตามมาตรา 119 นายจ้างจะต้องจ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่ปัญหาที่จะนำมาเสนอเป็นกรณีที่นายจ้างนำเงินสะสมที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างมาหักกับค่าชดเชยที่พนักงานได้รับ อีกทั้งนายจ้างและลูกจ้างได้ทำบันทึกกันไว้ว่าลูกจ้างยินยอมให้ถือว่าการจ่ายเงินสะสมเป็นการจ่ายค่าชดเชยด้วย  กรณีเช่นนี้ใช้บังคับได้หรือไม่  ลองติดตามครับ 

 โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2544 โจทก์เลิกจ้างลูกจ้าง 3 คน คือ นาง ล., นาง ม. และ นาง ส. เนื่องจากเกษียณอายุ 60 ปี โดยจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างสุดท้าย 10 เดือนเป็นเงิน 126,950 บาท 121,000 บาท และ 141,450 บาท หักด้วยเงินสะสมตัดตอนที่โจทก์เป็นผู้ออกให้เมื่ออายุงานครบ 30 ปี ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าชดเชยล่วงหน้าที่โจทก์ได้จ่ายให้ลูกจ้างดังกล่าวรับไปแล้วเมื่อปี 2534 ปี 2535 และ ปี 2536 จำนวน 48,180 บาท 53,210.85 บาท และ 58,919.75 บาท ตามลำดับ คงเหลือค่าชดเชยที่โจทก์จ่ายให้ลูกจ้างทั้งสามรับไปเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2545 จำนวน 78,770 บาท 67,789.15 บาท และ 82,530.25 บาท ตามลำดับ แต่ลูกจ้างทั้งสามไม่พอใจได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานว่าโจทก์จ่ายค่าชดเชยไม่ถูกต้องและจำเลยได้มีคำสั่งที่ 2/2544 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2545 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธินำเงินสะสมตัดตอนที่ได้จ่ายให้ลูกจ้างทั้งสามอีก 55,679.99 บาท 60,710.84 บาท และ 73,719.75 บาท ตามลำดับ คำสั่งของจำเลยไม่ถูกต้อง เพราะลูกจ้างทั้งสามตกลงให้ถือว่าเงินสะสมตัดตอนที่ได้รับไปแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของค่าชดเชยล่วงหน้า ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 2/2544 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2545 ของจำเลย 
 
 จำเลยให้การว่า ค่าชดเชยเป็นเงินที่พระราช-บัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยให้นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 118 เงินสะสมที่โจทก์จ่ายให้ลูกจ้างตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์มีวิธีคิดจำนวนแตกต่างไปจากค่าชดเชยตามมาตรา 118 เป็นเงินคนละประเภทกับค่าชดเชย ข้อตกลงรับเงินสะสมตัดตอน โดยยอมให้ถือว่าเป็นค่าชดเชยล่วงหน้าเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธินำไปหักออกจากค่าชดเชยตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว

 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นนายจ้างของ นาง ล., นาง ม., และนาง ส. มีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามคำสั่งที่ 83/2526 เอกสารหมาย จ.4 ซึ่งกำหนดการเกษียณอายุของพนักงานไว้ในหมวดที่ 8 ข้อ 3 ความว่า เมื่อพนักงานมีอายุครบ 60 ปี หรือมีอายุการทำงาน 30 ปี ให้การจ้างเป็นอันสิ้นสุดลง แต่โจทก์อาจต่ออายุงานของพนักงานได้ในกรณีที่เห็นสมควร นาง ล., นาง ม. และ นาง ส. ต่างที่อายุการทำงานครบ 30 ปี และโจทก์ได้ต่ออายุงานของ นาง ล., นาง ม. และ นาง ส. ต่อไปอีกจนกระทั่งบุคคลดังกล่าวมีอายุครบ 60 ปี โจทก์จึงได้เลิกจ้าง และคิดค่าชดเชยให้คนละเท่ากับเงินเดือนสุดท้าย 10 เดือน โดยไม่ได้นำเงินค่าวิชาชีพและค่าพื้นที่พิเศษซึ่งถือเป็นค่าจ้างมารวมคำนวณเป็นฐานการคิดค่าชดเชยด้วย ทำให้จำนวนค่าชดเชยที่โจทก์จะต้องจ่ายขาดไป

 ทั้งโจทก์ได้นำเงินสะสมตัดตอนที่โจทก์ได้จ่ายให้บุคคลดังกล่าวไปแล้วขณะมีอายุการทำงานครบ 30 ปี และบุคคลดังกล่าวทำบันทึกยินยอมให้ถือว่าการจ่ายเงินสะสมดังกล่าวเป็นการจ่ายค่าชดเชยด้วย มาหักออกจากค่าชดเชย คงจ่ายให้เฉพาะจำนวนคงเหลือมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การจ่ายเงินสะสมตัดตอนถือเป็นการจ่ายค่าชดเชยด้วยหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ให้นิยามคำว่าค่าชดเชยหมายถึง เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมือเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.4 ก็กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยไว้ในหมวดที่ 8 ว่าด้วยการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานข้อ 2 ซึ่งสรุปได้ว่าพนักงานมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิดที่ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

 ส่วนการจ่ายเงินสะสมได้กำหนดไว้ในหมวดที่ 9 ว่าด้วยสวัสดิการข้อ 9 ซึ่งสรุปได้ว่า โจทก์จะจ่ายเงินสะสมให้แก่พนักงานทุกเดือนตามอัตราที่กำหนด มากน้อย ตามระยะเวลาการทำงานและเงินเดือนที่ได้รับโดยนำฝากเข้าบัญชีไว้ในธนาคารจนกว่าจะครบจำนวน 1,000,000 บาท และจะเบิกถอนจ่ายให้แก่พนักงานเมื่อพ้นสภาพจากการเป็นพนัก-งาน โดยถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ไม่ว่าจะเป็นการลาออก การเลิกจ้างหรือการเกษียณอายุเว้นแต่การลาออกก่อนครบกำหนด 5 ปี และการเลิกจ้างเพราะกระทำความผิด ค่าชดเชยและเงินสะสมตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานจองโจทก์จึงเป็นเงินคนละประเภทกันเช่นเดียวกับความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

 เมื่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์มิได้กำหนดให้จ่ายเงินสะสมเป็นการจ่ายค่าชดเชยด้วย จึงไม่อาจถือได้ว่าการจ่ายเงินสะสมตัดตอนเป็นการจ่ายค่าชดเชย แม้นาง ล., นาง ม. และนาง ส. จะทำบันทึกยินยอมให้ถือว่าการจ่ายเงินสะสมตัดตอนเป็นการจ่ายค่าชดเชยด้วย ข้อตกลงดังกล่าวก็เป็นข้อตกลงที่ตัดสิทธิในการได้รับค่าชดเชยตามพระ-ราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151 ไม่มีผลใช้บังคับ โจทก์จึงไม่อาจนำเงินสะสมตัดตอนที่ได้จ่ายให้แก่นาง ล., นาง ม. และนาง ส. ไปแล้วมาหักออกจากค่าชดเชยที่จะต้องจ่ายตามกฎหมายได้ ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน 
 
 ตามแนวคำพิพากษาข้างต้นพอจะพิจารณาได้ว่า หากระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างระบุว่าการจ่ายเงินสะสมดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการจ่ายค่าชดเชย ก็จะถือว่าการจ่ายเงินสะสมของนายจ้างดังกล่าวเป็นการจ่ายชดเชยด้วย แต่ถ้านายจ้างกับลูกจ้างทำหนังสือตกลงกันเอง ว่าการจ่ายเงินสะสมตัดตอนเป็นการจ่ายค่าชดเชยด้วยก็จะไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมายถือเป็นโมฆะ (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 9025/2546)

 

 


ที่มา: นิตยสาร Recruit Update ฉบับที่ 408 วันที่  16-31  สิงหาคม 2547




จำนวนผู้ชม 2563 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์