ข้อตกลงไม่เรียกค่าจ้างเป็นโมฆะหรือไม่

ข้อตกลงไม่เรียกค่าจ้างเป็นโมฆะหรือไม่ | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ถือเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้าง และลูกจ้างจะตกลง หรือทำบันทึกที่จะไม่รับสิทธิตามกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ ถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ ตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่นำมาลงในฉบับนี้ เป็นกรณีที่ลูกจ้างตกลงจะไม่เรียกร้องเงินค่าจ้าง สิทธิประโยชน์ใด ๆ จากนายจ้างที่เกิดขึ้นจากการทำงาน ที่มีอยู่ในวัน หรือก่อนวันลาออกมีผล ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นโมฆะหรือไม่ ลองติดตามว่าศาลให้เหตุผลเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างไร  
  
    โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่แห่งเดียวกัน และเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน เมื่อระหว่างวันที่ 20 มีนาคม 2540  ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 ระหว่างวันที่ 2พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2543  และระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2544 โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยที่ 3 ตามลำดับ แต่แหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย ได้รับค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 100,000บาท  ระหว่างที่ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามค้างชำระเงินสิทธิประโยชน์อันเกิดจากการทำงานให้แก่โจทก์ จำนวน 2,665,748.14 บาท เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

   จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินจากการทำงานเป็นค่านายหน้า หรือคอมมิชชั่น จากจำเลยทั้งสามก็ต่อเมื่อจำเลยได้รับกำไรจากงานในโครงการ และโจทก์สามารถทำยอดขายบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ จำเลยที่ 1 ยังมีข้อตกลงกับโจทก์ว่า ในระยะเวลา 12 เดือนแรก โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับค่านายหน้าไม่เกิน 1,500,000 บาท โจทก์ และจำเลยทั้งสามไม่มีกำไร โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากจำเลยทั้งสาม คดีโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับ
จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ขาดอายุความ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ตกลงรับเงินผลประโยชน์จากจำเลยทั้งสามแล้ว และจะไม่เรียกร้องเงินค่าจ้าง หรือสิทธิประโยชน์ใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่มีอยู่ในหรือก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2544 จากจำเลยทั้งสามด้วยโจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่านายหน้าจากจำเลยทั้งสามได้อีกขอให้ยกฟ้อง

   ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษายก ฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

   ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า หนังสือฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 ตามเอกสารหมาย ล. 7 นายโวลฟ์ นิโคไล เอ็นซิอาน ลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และที่ 3ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ด้วย

   มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลแรงงานกลางตีความหมายของหนังสือเอสารหมาย ล.7ว่า มีความหมายด้วยว่าโจทก์จะไม่เรียกร้องสิทธิใด ๆ ที่เกิดขึ้นในหรือก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2544 จากจำเลยที่ 3 ซึ่งหมายรวมถึงค่าตอบแทนการขาย หรือค่าคอมมิชชั่นหรือค่านายหน้าด้วยนั้น ศาลแรงงานกลางยกขึ้นวินิจฉัยเอง โดยจำเลยทั้งสามไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ทั้งศาลแรงงานกลางได้ตีความไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าสิทธิประโยชน์อันเกิดจากการทำงานของโจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่าระหว่างโจทก์ทำงานกับจำเลยทั้งสาม โจทก์ได้รับค่าจ้างตอบแทนเป็นรายเดือนครบถ้วนแล้ว ภายหลังโจทก์ลาออกจากการเป็นพนักงาน โจทก์ตกลงรับเงินผลประโยชน์พิเศษจากจำเลยทั้งสาม จำนวน 500,000 บาท และตกลงว่า จะไม่เรียกร้องเงินค่าจ้างหรือสิทธิประโยชน์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่มีอยู่ในวันหรือก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2544 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้าง หรือเงินสิทธิประโยชน์ใด ๆ จากจำเลยที่ 1

    ศาลแรงงานวินิจฉัยคำพยานโจทก์ พยานจำเลยทั้งสาม และคำแถลงรับข้อเท็จจริงของโจทก์และจำเลยทั้งสามแล้ว แปลความตามเอกสารหมาย ล.7 ซึ่งมีข้อความว่า โจทก์จะไม่เรียก-ร้องสิทธิใด ๆ ที่เกิดขึ้นในหรือก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2544 จากจำเลยทั้งสาม ว่าหมายความรวมถึงค่าตอบแทนการขายหรือค่าคอมมิชชั่น หรือค่านายหน้าด้วย การวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยตามคำฟ้อง คำให้การ คำแถลงรับและพยานหลักฐานโจทก์ จำเลยตามประเด็นข้อพิพาทในคดีแล้ว มิใช่ศาลแรงงานกลางยกขึ้นเองโดยจำเลยทั้งสามไม่ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ดังอุทธรณ์ของโจทก์ ทั้งเอกสารหมาย ล.7 พร้อมคำแปลก็ระบุว่า โจทก์ลาออกจางานตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2544 โดยจำเลยทั้งสามจ่ายเงินผลประโยชน์พิเศษให้ จำนวน 500,000 บาท และมีข้อความตอนท้ายว่าโจทก์ไม่มีข้อเรียกร้องใด ๆ ที่เกิดขึ้นในวันที่ หรือก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2544 ต่อจำเลยทั้งสาม ซึ่งโจทก์มิได้คัค้านว่าคำแปลดังกล่าวไม่ถูกต้อง ศาลแรงงานกลางแปลความดังกล่าวต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น  

   ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สองมีว่า ข้อตกลงตามเอกสารหมายล.7 ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะหรือไม่  เห็นว่า เอกสารหมาย ล.7 มี
ลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และโจทก์ได้ตกลงกับจำเลยทั้งสามตามข้อตกลงดังกล่าว โดยลงลายมือชื่อตกลงและยอมรับภายหลังที่โจทก์แสดงความประสงค์ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 3 แล้ว โจทก์ย่อมมีอิสระที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของตนเองได้ ข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.7 จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลใช้บังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ พิพากษายืน (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่  367/2547)

 

 

ที่มา: HR. Law โดย: ยงยุทธ  ไชยมิ่ง
นิตยสาร Recruit Update ฉบับที่ 413 วันที่  1-15  พฤศจิกายน  2547




จำนวนผู้ชม 2500 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์