การโยกย้ายเป็นสิทธิของนายจ้าง...แต่ต้องเหมาะสม

การโยกย้ายเป็นสิทธิของนายจ้าง...แต่ต้องเหมาะสม | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



การโยกย้ายเป็นสิทธิของนายจ้าง..แต่ต้องเหมาะสม

ฎีกาที่ 166-167/2546
 
โดยปกติสิทธิในการโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่การงานย่อมเป็นสิทธิของนายจ้าง และถือเป็นอำนาจในทางบริหารจัดการของนายจ้าง แต่ถ้าหากนายจ้างมีการโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่ หรือโยกย้ายให้ลูกจ้างไปทำงานในสถานที่ห่างจากสถานที่ทำงานเดิม ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาระให้แก่ลูกจ้าง หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ลูกจ้าง  คำสั่งของนายจ้างดังกล่าว ถือเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  ถือว่าเป็นคำสั่งที่เป็นธรรมสำหรับลูกจ้างหรือไม่ ถ้าหากลูกจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้าง จะถือว่าเป็นการจงใจขัดคำสั่งนายจ้างหรือไม่ (พิมพ์ตามคำพิพากษาฎีกา พ.ศ.2546 เล่มที่ 1 หน้าที่ 39-42 ตามที่ขีดเส้นใต้)
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2
 
 
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานกับบริษัทยูไนเต็ดแฟตแอนด์ออยล์ จำกัด  ตำแหน่งพนักงานฝ่ายขายต่างจังหวัด โจทก์ที่ 2 เข้าทำงานกับบริษัทยูไนเต็ดแฟตแอนด์ออยล์ จำกัด ตำแหน่งพนักงานขับรถฝ่ายขายต่างจังหวัด ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 บริษัท ยูไนเต็ดแฟตแอนด์ออยล์ จำกัด ได้ขยายกิจการไปเปิดโรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ในนามจำเลย โจทก์ทั้งสองจึงโอนมาเป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยตกลงจะจัดรถรับส่งพนักงาน แต่เมื่อย้ายสถานประกอบกิจการจริงกลับไม่มีรถรับส่ง ทำให้โจทก์ทั้งสองต้องประสบความยากลำบากหากต้องไปทำงานที่จังหวัดเพชรบุรี การโอนมาเป็นลูกจ้างจำเลยได้มีการเปลี่ยนหน้าที่โจทก์ที่ 1 เป็นหน้าที่เพื่อพัฒนาจัดส่ง โจทก์ที่ 2 เป็นหน้าที่เพื่อนำรถไปบริการจัดส่งสินค้าที่คลังสินค้า ทำให้โจทก์ทั้งสองต้องขาดรายได้ในส่วนเบี้ยเลี้ยงและค่คอม
มิชชั่นอันเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง พฤติกรรมเช่นนี้จำเลยกระทำเพื่อบีบให้โจทก์ทั้งสองลาออก 
 
โจทก์ทั้งสองได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงความยากลำบากแล้วจำเลยเพิกเฉย โจทก์ที่ 2 เคยออกนอกบริษัทจำเลยได้เพื่อความคล่องตัวในการติดต่อกับลูกค้าในตำแหน่งพนักงานขาย จำเลยกลับหาว่าโจทก์ที่ 2 ละทิ้งหน้าที่โจทก์ทั้งสองถือว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการเลิกจ้าง โดยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่พิจารณาและสืบพยานโจทก์จำเลยยังไม่จ่ายค่าจ้าของวันที่ 1 ถึง 11 กันยายน 2543 และจำเลยไม่ได้บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยจ่าสินจ้าแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า  พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างค้างจ่าย  ค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ที่ 1 ให้ จำเลยให้โจทก์ที่ 2 ทำงานในตำแหน่งและสถานที่ทำงานเดิม มิฉะนั้นให้จ่ายค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด จนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจชำระเสร็จให้โจทก์ที่ 2
 
 
จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองเคยทำงานอยู่หน่วยงานฝ่ายขาย ต่อมาขายสินค้าไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ติดต่อกันหลายเดือน จำเลยจึงย้ายโจทก์ทั้งสองมาทำงานในหน้าที่พัฒนาจัดส่งและบริการสินค้าตามลำดับ  แต่โจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนคำสั่ง ไม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานใหม่  การย้ายโจทก์ทั้งสองเป็นการหมุนเวียนหน้าที่ตามปกติ เป็นงานในระดับเดียวกัน ตำแหน่งไม่่ต่ำกว่าเดิม  ค่าจ้างเท่าเดิม โจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่มีสัญญา หรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จำกัดสิทธิการโยกย้ายหน้าที่ของนายจ้างไว้ การย้ายโจทก์ทั้งสองจึงมีความจำเป็นและเป็นธรรมแล้ว จำเลยไม่สามารถย้ายโจทก์ที่ 2 กลับมาทำงานในตำแหน่งเดิมและสภาพการจ้างเดิมได้ ไม่ใช่การกลั่นแกล้งเพื่อให้โจทก์ทั้งสองลาออก ฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุม กล่าวคือ โจทก์ที่ 1 ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 อย่างไร ตั้งแต่เมื่อใด จำเลยไม่อาจเข้าใจและต่อสู้คดีได้ถูกต้อง  โจทก์ที่ 2 บรรยายสภาพแห่งข้อหาเป็นสองสถานคือหาว่าจำเลยโยกย้ายตำแหน่งสถานหนึ่ง กับหาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ขัดแย้งกัน ขอให้ยกฟ้อง
 
 ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่เคลือบคลุม จำเลยมีสำนักงานอยู่ที่เลขที่ 14/1  หมู่ที่ 4  ซอยสุขสวัสดิ์ 62  เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพ-มหานคร  ต่อมาจำเลยขยายโรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าไปที่เลขที่ 66 หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งห่างจากกรุงเทพมหานคร 120 กิโลเมตร จำเลยสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองจากที่ทำงานที่กรุงเทพมหานคร  ให้ไปทำงานที่โรงงานจังหวัดเพชรบุรี โดยไม่มีที่พัก เบิกค่าเช่าบ้านไม่ได้ ไม่มีรถรับส่ง เป็นการก่อภาระให้โจทก์ทั้งสองมากเกินไป เป็นการบีบบังคับให้โจทก์ทั้งสองต้องลาออก คำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสองไม่จำต้องปฏิบัติตาม การกระทำของจำเลยถือเป็นการเลิกจ้างโดยปริยาย โดยโจทก์ทั้งสองไม่มีความผิด

 โจทก์ที่ 2พิพาทกับจำเลย ยากที่จะทำงานร่วมกันได้ต่อไป จึงเห็นสมควรให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแทนการให้โจทก์ที่ 2 กลับเข้าทำงาน พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แก่โจทก์ที่ 1 ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 2  พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามลำดับ นับตั้งแต่วันที่ถูกเลิกจ้าง (วันที่ 29 กันยายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
 
 ศาลฎีกา แผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่าการที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองไปทำงานที่โรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยปริยายหรือไม่ ศาลแรง-งานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนที่จำเลยจะมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองไปทำงานที่โรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรีนั้น โจทก์ทั้งสองทำงานอยู่ที่สำนักงานของจำเลย ซึ่งอยู่ที่ถนนสุขสวัสดิ์
เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร โจทก์ทั้งสองได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 5,946 บาท และ 5,771 บาท ตามลำดับ โรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ของจำเลยอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร 120 กิโลเมตร ไม่มีที่พักให้แก่พนักงาน

 เดิมเคยมีรถรับส่งพนักงานจากสำนักงานที่ถนนสุขสวัสดิ์ไปที่ อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี แต่ปัจจุบันไม่มี และโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้สิทธิในการย้ายตำแหน่งหน้าที่การงานพนักงาน (ลูกจ้าง) ของจำเลยซึ่งโดยปกติแล้วจำเลยในฐานะนายจ้างสามารถกระทำได้ตามความเหมาะสม เพราะเป็นอำนาจในการบริหารจัดการภายในองค์กรของจำเลยก็ตาม แต่การที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองซึ่งมีรายได้น้อย ให้ไปทำงานที่โรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ห่างจากสถานที่ทำงานเดิมถึง 120 กิโลเมตร โดยจำเลยไม่จัดที่พักหรือจัดหารถรับส่งในการไปทำงานให้  อีกทั้งโจทก์ทั้งสองก็ไม่สามารถเบิกค่าเช่าบ้านได้ 

 คำสั่งของจำเลยดังกล่าวเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายและก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่โจทก์ทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง  ยากที่โจทก์ทั้งสองซึ่งมีรายได้น้อยอยู่แล้วจะปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยได้  จึงมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง  คำสั่งของจำเลยดังกล่าวแม้จะชอบด้วยกฎหมายแต่เป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม  การที่โจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยจึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองจงใจขัดคำสั่งของจำเลยและละทิ้งหน้าที่ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง  และแม้คำสั่งของจำเลยจะเป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม 

 แต่ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยได้ออกคำสั่งย้ายดังกล่าวโดยเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ทั้งสองทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้  จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยปริยายตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในฟ้อง  เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ (วันที่ 12 และ 13 กันยายน 2543) จำเลยยังไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง จำเลยเพิ่งจะมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2543 ฉะนั้นขณะที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ จึงยังไม่มีข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายเรื่องที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในอุทธรณ์ก็ตาม แต่อำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้" พิพากษากลับ  ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง
 
 ตามแนวคำพิพากษาฎีกานี้ ถ้าหากฟังได้ว่าการเลิกจ้างของจำเลยมีผล นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแน่นอน (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 166 - 167/2546)

 

 

ที่มา: คอลัมน์ HR.Law โดย ยงยุทธ ไชยมิ่ง
นิตยสาร: Recruit ฉบับที่ 416 ประจำวันที่วันที่ 16-31 ธันวาคม 2547




จำนวนผู้ชม 3556 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์