การทดลองงาน

การทดลองงาน | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



เรามักได้ยินอยู่เสมอๆ ว่า "ไชโยฉันพ้นโปรแล้ว" คำว่า "โปร" ในที่นี้มาจากคำว่า Probationary Period ซึ่งแปลว่าระยะทดลองงานหรือบางทีใช้คำว่า "Trial Period" ที่ใช้คำว่า  On-the-Job Tryout  ก็พบ  ไม่ว่าจะเรียกว่าอย่างไรก็ตาม หมายถึงการให้ลูกจ้างใหม่พิสูจน์ฝีไม้ลายมือโดยการให้ทำงานจริง เพราะถึงจะมีระบบสรรหาและคัดเลือกดีเพียงใดก็ตามก็ไม่อาจจะให้หลักประกันว่าจะเลือกคนได้ถูกต้อง 100 % ดังนั้น H.R. มืออาชีพจึงมักจะกำหนดตัวชี้วัด (Key Performance Indicator (KPI) ในการคัดเลือกไว้ที่ 85% ซึ่งก็หมายความว่าให้ผิดพลาดหรือไม่พ้นระยะทดลองงานได้ไม่เกิน 15%

แต่ถ้าเป็นการบรรจุตำแหน่งโดยการคัดเลือกจากบุคคลภายใน ตัวชี้วัดควรจะสูงกว่านี้เพราะมีโอกาสได้เห็นนิสัยใจคอและฝีไม้ลายมือกันอยู่แล้ว เช่น อาจจะกำหนดไว้ที่ 95% หรือผิดพลาดได้เพียง 5% เป็นต้น ระยะเวลาการให้ทดลองงานส่วนใหญ่จะกำหนดไว้ที่ 120 วัน แต่ที่กำหนด 180 วันก็พบเหมือนกันแต่ไม่มากนัก


 เหตุที่กำหนดไว้ที่ 120 วันก็เพราะว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานมาตรา 118(1) บัญญัติไว้ว่าให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างซึ่งทำงานครบ 120 วัน  แต่ไม่ครบ 1 ปีในอัตราที่ไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย 30 วัน ดังนั้น นายจ้างจึงมักจะเลิกจ้างลูกจ้างก่อนครบ 120 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาหรือข้อถกเถียงว่าลูกจ้างทำงานครบ 120 วันหรือยัง เพราะถ้าเลิกจ้างเมื่อครบ 120 วันขึ้นไป เป็นกรณีจ่ายค่าชดเชย ถ้าลูกจ้างไม่ได้กระทำผิดตามมาตรา 119 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย 

สำหรับในรายที่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งกำหนดระยะการทดลองงานไว้ 180 วัน ต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้างไม่พ้นโปรถ้าลูกจ้างทำงานครบ 120 วันแล้ว 


 เรื่องการทดลองงานมีการเข้าใจผิดกันมากพอสมควร  นายจ้างเป็นจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดคิดว่าลูกจ้างการทดลองงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวทั้ง ๆ ที่ตามกฎหมายลูกจ้างทดลองงานมีฐานะเป็นลูกจ้างประจำและมีสิทธิได้ผลประโยชน์และการคุ้มครองตามกฎหมายตั้งแต่วันแรกเข้า เช่น ถ้าลูกจ้างทดลองงานมาทำงานวันแรกและวันที่สองเกิดล้มป่วยลง 2 วัน ลูกจ้างทดลองงานคนนั้นก็ย่อมมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับการลาป่วย ไม่ว่าลูกจ้างนั้นจะได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน รายชั่วโมง หรือรายเดือนก็ตาม


 จริง ๆ แล้วพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานไม่มีการพูดถึงการทดลองงาน แต่ได้พูดถึงสัญญาจ้างอยู่ 2 ประเภทในมาตรา 17 คือ สัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดในระยะเวลาการจ้างและสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างเท่านั้น และลูกจ้างทั้ง 2 ประเภทมีสิทธิที่จะได้สิทธิความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายเหมือนกันในเรื่องชั่วโมงการทำงาน วันหยุด วันลา สิทธิในการได้รับค่าล่วงเวลา เป็นต้น สรุปแล้วลูกจ้างทดลองงานที่เป็นลูกจ้างที่ไม่มีกำหนดในระยะการจ้าง (ลูกจ้างประจำ) มิใช่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอนหรือลูกจ้างชั่วคราวอย่างเช่นที่นายจ้างบางรายเข้าใจกันผิด ๆ


 ระหว่างการทดลองงาน 120 วันควรจัดให้มีการประเมินอย่างเป็นทางการสัก 2 ครั้ง (จริง ๆ แล้วต้องคอยดูหรือประเมินและพูดคุยอยู่ตลอดเวลา)  ครั้งแรกเรียกว่าการติดตามผลการว่าจ้างและบรรจุ (Placement Follow-up) ซึ่งอาจจะทำในช่วง 45 หรือ 60 วันแรกหรือก่อนหน้านั้น  และจัดให้มีการประเมินผลทดลองงานอีกครั้งเมื่อครบ 100 วัน เพื่อที่จะมีเวลาตัดสินอีก 19 วัน ว่าจะให้อยู่หรือจะให้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ผู้บังคับบัญชาเป็นจำนวนไม่น้อยวิ่งโล่มาหาฝ่ายบุคคลในวันที่ 120 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่อันตรายมากเพราะต้องถกเถียงว่าครบ 120 วันหรือยัง  ดังนั้น วันที่ 119 ถือเป็นวันที่ปลอดภัยที่สุดแต่จริง ๆ แล้วควรดำเนินการเสียแต่เนิน ๆ อย่ารอจนกระทั่งถึงวันสุดท้าย  


 ปัญหาที่พบก็คือ ฝ่าย H.R. ไม่ส่งแบบฟอร์มตามกำหนดเวลาหรือส่งไปแล้วผู้บังคับบัญชาไม่ส่งกลับและแถมยังเงียบเฉยอีกต่างหากและฝ่าย H.R. ก็ไม่ได้ติดตาม ดังนั้น จึงต้องมีระบบเตือน (Tracking System) เพราะเมื่อครบ 120 วันจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องค่าชดเชยดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นและยังมีปัญหาข้อกฎหมายอื่น ๆ ตามมาอีกมากพอสมควร


  ขอย้ำว่าวัตถุประสงค์ของการจัดให้มีการทดลองงานก็เพื่อให้แน่ใจว่าการคัดเลือกถูกต้องหรือได้บุคคลมีคุณสมบัติที่กำหนดทุกแง่ทุกมุม โดยการให้พิสูจน์ความรู้ความสามารถด้วยการให้ทำงานจริง มิใช่มุ่งที่จะไล่ใครออก ถ้าไม่เหมาะกับงานหรือไม่เหมาะกับองค์กรก็ต้องชี้แนะให้ปรับปรุงผลงานและหรือพฤติกรรมที่ต้องการ

การทดลองงานเป็นด่านสุดท้ายของกระบวนการคัดเลือก  ดังนั้น การประเมินทั้ง 2 ระยะตามที่ได้กล่าวข้างต้น จะต้องตรวจสอบให้ครบถ้วนทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับผลงานหรือผลสำเร็จของงานในเชิงคุณภาพและปริมาณ และในส่วนที่เกี่ยวกับความสามารถ(Competency) ที่เกี่ยวกับความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) ความสามารถในเชิงพฤติกรรม(Behaviors) และแรงจูงใจ (Motivation) มิใช่แค่ผลสำเร็จของงานอย่างเดียวเท่านั้น  เพราะต่อให้เก่งแสนเก่งในเรื่องงานแต่ขาดทักษะหรือความสามารถส่วนตัวที่สำคัญ เช่น ทำงานเก่งมากแต่เข้ากับทีมงานไม่ได้หรือขาดมนุษยสัมพันธ์ ก็ถือว่าเป็นผู้ที่ไม่ค่อยจะเหมาะสมและต้องปรับปรุง เป็นต้น และอาจจำเป็นที่จะต้องให้ออกจากงานหลังระยะทดลองงาน


  มาถึงตอนนี้จะเห็นว่าความสามารถ (Competency) มีบทบาทสำคัญมาก เริ่มตั้งแต่การกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งให้ละเอียด  ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องของการค้นหาความสามารถโดยการสัมภาษณ์และทดสอบด้วยวิธีการต่าง ๆ ก่อนที่จะทำการคัดเลือก  ครั้นเมื่อได้รับเลือกแล้วก็ยังจะต้องดูความสามารถ (Competency) ต่อไปในช่วงระหว่างทดลองงานและเมื่อถึงช่วงระยะเวลาการประเมินผลงานประจำปี ก็จะต้องดูอีกว่าขาดตกบกพร่องสิ่งใดบ้าง  ดังนั้น แบบฟอร์มประเมินผลการว่าจ้างและบรรจุและแบบฟอร์มประเมินผลการทดลองงาน รวมทั้งแบบฟอร์มประเมินผลงานประจำปี จะต้องผนวกความสามารถ (Competency) ไว้ให้ครบและประเมินอย่างจริงจัง

 

ที่มา: H.R. Management โดย: ชำนาญ  พิมลรัตน์
นิตยสาร Recruit Update ฉบับที่ 411 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม  2547
 





จำนวนผู้ชม 4822 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์