หากลูกจ้างเห็นว่าตนเองถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 สามารถดำเนินการผ่านหน่วยงานและช่องทางต่าง ๆ ดังนี้ :
- การเจรจาผ่านพนักงานตรวจแรงงาน: เมื่อเกิดกรณีขัดแย้งเกี่ยวกับการเลิกจ้าง ลูกจ้างสามารถขอให้พนักงานตรวจแรงงานเข้ามาช่วยเจรจาทำความเข้าใจระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง (หรือสหภาพแรงงาน) เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันหรือกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
- ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์: หากลูกจ้างเชื่อว่าการเลิกจ้างนั้นเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 (เช่น ถูกเลิกจ้างเพราะเหตุเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือการใช้สิทธินัดชุมนุม/ยื่นข้อเรียกร้อง) หรือตามมาตรา 123 ลูกจ้างสามารถให้หลักฐานหรือเป็นพยานต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อขอการคุ้มครองตามกฎหมาย
- ดำเนินการผ่านพนักงานเจ้าหน้าที่และนายทะเบียน: ลูกจ้างสามารถติดต่อนายทะเบียน พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน หรือผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่ในการรับเรื่องและดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแรงงานสัมพันธ์
- การฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลแรงงาน: ลูกจ้างมีสิทธิดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลแรงงาน เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าการเลิกจ้างนั้นเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ และเรียกร้องสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ
- ตรวจสอบและเรียกร้องค่าชดเชย: ลูกจ้างควรตรวจสอบว่านายจ้างได้จ่ายค่าชดเชยและสิทธิตามกฎหมายที่พึงมีทุกประการอย่างครบถ้วนหรือไม่ หากนายจ้างเลิกจ้างโดยมีเหตุผลความจำเป็น (เช่น การรวมกิจการ) แต่ไม่ได้จ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด ลูกจ้างย่อมมีสิทธิเรียกร้องตามสิทธิที่ตนมี
ข้อควรพิจารณา: ในการต่อสู้คดีหรือร้องเรียน ศาลหรือคณะกรรมการจะพิจารณาว่านายจ้าง "มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งลูกจ้าง" หรือไม่ โดยจะดูจากพฤติการณ์ประกอบ เช่น มีเหตุผลความจำเป็นที่สำคัญ (เช่น การปรับโครงสร้างองค์กรจากการรวมกิจการ), มีการแจ้งเหตุให้ทราบล่วงหน้า, และการเลิกจ้างนั้นสอดคล้องกับข้อตกลงที่ทำไว้กับสหภาพแรงงานหรือไม่ หากนายจ้างพิสูจน์ได้ว่ามีความจำเป็นจริงและทำตามขั้นตอนที่โปร่งใส การเลิกจ้างนั้นอาจไม่ถือเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม