กลับไปยังหน้า เจาะหลักคดีแรงงาน กฎหมายแรงงาน การบริหารทรัพยากรมนุษย์ >> หลักกฎหมาย กฎหมายแรงงานสัมพันธ์



ชื่อข้อมูล : เปรียบเทียบข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยปริยาย กับ แจ้งข้อเรียกร้อง
หมวด : หลักกฎหมาย กฎหมายแรงงานสัมพันธ์
สิทธิใช้งาน : (ใช้งานได้ทุกคน) ลงทะเบียน/เข้าสู่ระบบ ก่อนใช้งาน.
ขนาดไฟล์ : ไม่ระบุ
 
 


รายละเอียด

      เปรียบเทียบข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่ได้เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้อง (โดยปริยาย) กับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้อง

      ประการแรก ข้อเหมือน ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างทั้งสองประเภทไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย ต่างมีผลผูกพันฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างต้องยึดถือและปฏิบัติตาม โดยทั่วไปฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยอีกฝ่ายไม่ยินยอมไม่ได้ เช่น

      คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑๗๐/๒๕๕๕ เดิมนายจ้างมีระเบียบว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ฯ กําหนดให้ผู้จัดการมีอัตราเงินเดือนรวม ๔๐ ขั้น ขั้นต่ำสุด ๘,๓๖๐ บาท และขั้นสูงสุด ๕๔,๔๕๔ บาท ต่อมานายจ้างแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอัตราเงินเดือน รวม ๓๘ ขั้น ขั้นต่ำสุด ๘,๖๒๐ บาท และขั้นสูงสุด ๕๑,๒๗๐ บาท มีผลทําให้ขั้นเงินเดือนลดลงจากเดิมที่เคยมี ๔๐ ขั้น เหลือเพียง ๓๘ ขั้น แม้เงินเดือนขั้นที่ ๑ ถึง ขั้นที่ ๓๘ จะมีอัตราสูงขึ้น แต่เมื่อลดขั้นเงินเดือนเหลือเพียง ๓๔ ขั้น เป็นเหตุลูกจ้างได้รับเงินเดือนลดลง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างฝ่ายเดียวโดยไม่ชอบ

 

      คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๗๙๑ - ๑๓๗๙๒/๒๕๕๗ เดิมนายจ้างจัดตั้งกองทุนประกัน และออมทรัพย์ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงาน โดยสมาชิกจ่ายเงินสมทบ ๕% ของเงินเดือน นายจ้างสมทบ ๑๐% ของเงินเดือน ต่อมา มีการจัดตั้งกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ แต่โจทก์ทั้งสองไม่ได้โอนไปและมิได้ยุบกองทุนเดิม นายจ้างยังมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบ ๑๐% ของเงินเดือนต่อไป การที่นายจ้างเปลี่ยนแปลง อัตราการจ่ายเงินสมทบเป็น ๕% ของเงินเดือนสมาชิกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ทั้งสอง การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยไม่ชอบ

      สรุป คดีเรื่องนี้เดิมนายจ้างมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตั้งกองทุนประกันและออมทรัพย์ ต่อมามีการจัดตั้งเป็นกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ ลูกจ้างจํานวนหนึ่งเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสํารองเลี้ยง แต่ลูกจ้างจํานวนหนึ่งรวมทั้งโจทก์คดีนี้ไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสํารองเลี้ยง แต่ยังคงสมาชิกกองทุนประกันและออมทรัพย์ ซึ่งแต่เดิมนายจ้างจ่ายสมทบ เข้ากองทุนอัตรา ๑๐% ของเงินเดือน ภายหลังจากจัดตั้งกองทุนสํารองเลี้ยงชีพแล้ว นายจ้างจะเปลี่ยนแปลงอัตราจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันและออมทรัพย์ให้โจทก์เพียง ๕% ของเงินเดือนฝ่ายเดียว โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จึงเป็นการแก้ไข เปลี่ยนแปลงที่ไม่ชอบ

 

      ประการที่สอง ข้อแตกต่าง ระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย กับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้อง

 

      ประการแรก รูปแบบ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย อาจเป็นข้อตกลงด้วยวาจา ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่จําต้องทําเป็นหนังสือไม่ต้องจดทะเบียนต่อนายทะเบียนแรงงานสัมพันธ์ ไม่ต้องนําสําเนามาปิดโดยเปิดเผยในสถานประกอบกิจการ ก็ถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายได้

      ในขณะที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้อง จะต้องทําเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง นายจ้างต้องนําข้อตกลงฯไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนแรงงานสัมพันธ์ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ตกลงกันได้ ทั้งยังต้องนําข้อตกลงฯไปประกาศ โดยเปิดเผยภายในสถานประกอบกิจการภายใน ๓ วันนับแต่วันที่ตกลงกันได้และปิดประกาศไว้นานไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน จึงจะถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้อง

 

      ประการที่สอง ระยะเวลาใช้บังคับ ข้อตกลงโดยปริยายอาจมีผลใช้บังคับนานเท่าใดก็ได้ ตราบใดที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือยกเลิก ข้อตกลงฯประเภทนี้ยังคงมีผลใช้บังคับได้ต่อไป โดยไม่จํากัดระยะเวลา

      ในขณะที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้อง กฎหมายจะกําหนดให้มีผลใช้บังคับได้ตามระยะเวลาที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน ต้องไม่เกิน ๓ ปี (มาตรา ๑๒) เหตุผลก็เพราะข้อตกลง โดยปริยายเกิดด้วยความตกลงซึ่งมักเป็นผลมากจากนายจ้างเป็นฝ่ายให้และลูกจ้างตกลงยอมรับ ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยังพึงพอใจในข้อตกลง ข้อตกลงยังคงมีผลต่อไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้อง มักเกิดจากแจ้งข้อเรียกร้อง มีการการเจรจาต่อรองระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างจนได้มาซึ่งข้อตกลง ถ้ายอมให้กําหนดระยะเวลามีผลยาวนานเกินไป จะทําให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้น ไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เช่น ถ้าสหภาพแรงงานแจ้งข้อเรียกร้องให้นายจ้างจ่ายเงินค่าครองชีพเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท และยอมให้นายจ้างกับลูกจ้างตกลงกําหนดเวลาใช้บังคับไว้นาน ๕๐ ปี ผลคือ ตลอดเวลา ๕๐ ปี ทั้งที่ค่าของเงินจะตกลงเรื่อย ๆ แต่ลูกจ้างจะแจ้งข้อเรียกร้องเพิ่มค่าครองชีพ อีกไม่ได้เพราะยังอยู่ในระหว่างข้อตกลงมีผล ต้องรอให้ครบ ๕๐ ปีก่อนจึงจะแจ้งข้อ เรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงค่าครองชีพ จะทําให้ค่าครองชีพไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

 

      ประการที่สาม ผลทางกฎหมาย แม้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย และข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องจะมีผลผูกพันนายจ้างกับลูกจ้าง ต้องยึดถือและปฏิบัติตาม แต่ก็มีผลทางกฎหมายในรายละเอียดแตกต่างกัน ในบางเรื่อง เช่น ตามมาตรา ๒๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๑๒๓ เป็นต้น

 

        กรณีตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา ๒๐ ที่บัญญัติว่า ในขณะที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพ การจ้างมีผลใช้บังคับ ห้ามมิให้นายจ้างไปทําข้อตกลงในสัญญาจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่ข้อตกลงในสัญญาจ้างนั้นจะเป็นคุณยิ่งกว่า ศาลฎีกาแปลความข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามมาตรา ๒๐ ว่า หมายถึงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากกการแจ้งข้อเรียกร้องเท่านั้น ไม่รวมถึงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพ การจ้างโดยปริยาย

       ดังนั้น ถ้าสหภาพแรงงานยื่นข้อเรียกร้องขอให้นายจ้างจ่ายค่าครองชีพเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท มีการร่วมเจรจาข้อเรียกร้องกับนายจ้างแล้ว ตกลงกันได้โดยนายจ้างจะจ่าย ค่าครองชีพให้ลูกจ้างเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ข้อตกลงมีผล ๒ ปี ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องในระหว่าง ๒ ปีนี้นายจ้างจะไปทําข้อตกลงในสัญญาจ้างกับลูกจ้างจ่ายค่าครองชีพให้ต่ำกว่าเดือนละ ๓,๐๐๐ บาทไม่ได้ แม้ลูกจ้างจะยินยอมก็ตามเพราะตกอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา ๒๐

       แต่ถ้านายจ้างจัดชุดทํางานให้ลูกจ้างปีละ ๒ ชุด ทุกปีเรื่อยมา โดยที่ลูกจ้างไม่ได้แจ้งข้อเรียกร้องให้มีสวัสดิการชุดทํางาน เป็นเรื่องที่นายจ้างให้เอง เมื่อลูกจ้างรับมาสวมใส่ปฏิบัติงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย ระหว่างที่ข้อตกลงฯ มีผลใช้บังคับ หากนายจ้างประสบปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ นายจ้างอาจตกลงกับลูกจ้างแต่ละคนขอลดจํานวนชุดทํางานลงเหลือปีละ ๑ ชุด หากลูกจ้างยินยอมก็สามารถทําได้ ไม่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ มาตรา ๒๐ เนื่องจากเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย ไม่ใช้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้อง

 

       ประการที่สี่ ผลการฝ่าฝืนข้อตกลง กรณีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยปริยาย หากฝ่าฝืนมีเพียงความรับผิดทางแพ่ง ไม่มีความรับผิดทางอาญา

    เช่น ตามตัวอย่างข้างต้น นายจ้างกับลูกจ้างมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องชุดทํางาน ปีละ ๒ ชุด เป็นข้อตกลงที่ไม่ได้เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้อง หากนายจ้างมีปัญหา ด้านเศรษฐกิจ ผลประกอบการขาดทุน นายจ้างไม่จัดชุดทํางานให้ตามข้อตกลง ลูกจ้างมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานเพื่อบังคับตามข้อตกลงในทางแพ่งได้เท่านั้น การกระทําของนายจ้างไม่เป็นความผิดทางอาญา

      แต่สําหรับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ในเรื่องค่าครองชีพเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท เป็นข้อตกลงที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้อง หากในระหว่างข้อตกลงมีผลใช้บังคับ นายจ้างปฏิเสธไม่จ่ายค่าครองชีพเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ตามข้อตกลงนอกจากลูกจ้างจะฟ้องนายจ้างต่อศาลบแรงงานเป็นคดีแพ่งเพื่อบังคับให้ นายจ้างจ่ายค่าครองชีพพร้อมดอกเบี้ยแล้ว การกระทําของนายจ้างจะเป็นความผิดมีโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา ๑๓๑ ลูกจ้างจึงมีสิทธิดําเนินคดีอาญา กับนายจ้างได้อีกทางหนึ่งด้วย

      ระยะเวลาการมีผลใช้บังคับของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจาก การแจ้งข้อเรียกร้อง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง มีผลใช้บังคับตามระยะเวลาที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน แต่จะตกลงให้มีผลใช้บังคับเกินกว่า ๓ ปี ไม่ได้ (มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง)

      สาเหตุที่กฎหมายไม่ให้ข้อตกลงฯ มีผลยาวนาน เกินไปเพราะข้อตกลงฯ จะไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่เปลี่ยนแปลง ไป ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างไม่ได้ตกลงกําหนดระยะเวลาใช้บังคับของข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ กฎหมายให้มีผลใช้บังคับ ๑ ปี (มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย)

      กรณีในกรณีที่ระยะเวลาตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามที่กําหนดไว้ สิ้นสุดลง หากมิได้มีการเจรจาตกลงกันใหม่ กฎหมายถือว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นั้นจะมีผลใช้บังคับต่อไปคราวละ ๑ ปี (มาตรา ๑๒ วรรคสอง) มีข้อควรสังเกตว่า มาตรา ๑๒ วรรคสองใช้กับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องทั่วไป หากเป็นข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างที่นายจ้างลูกจ้างมีเจตนาให้ใช้บังคับระยะเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อครบกําหนดข้อตกลงฯ นั้นจะหมดสิ้นลง โดยไม่มีการต่อออกไปอีกคราวละ ๑ ปี ตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง เช่น

      คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๒๗/๒๕๓๙ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติ แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๙ มาตรา ๑๒ วรรคสอง มีผลใช้บังคับแก่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยทั่วไปเท่านั้น หามีผลใช้บังคับแก่ข้อตกลงที่มีเจตนาให้ใช้บังคับชั่วระยะเวลาหนึ่งเวลาใดไม่ เมื่อหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณการจ่ายเงินโบนัสประจําปี มีลักษณะเฉพาะให้ใช้บังคับในแต่ละปีไป จึงไม่อาจนําบทกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับในเรื่องการจ่ายเงินโบนัส เพื่อให้มีผลต้องนําหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสประจําปี ๒๕๓๕ มาใช้บังคับแก่การจ่ายเงินโบนัสประจําปี ๒๕๓๖ แต่ประการใด

 

      คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๗๖ - ๒๘๗๗/๒๕๓๘ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ระบุระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดผลการบังคับใช้ไว้โดยชัดแจ้งเพียง ๑ ปีนับแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๖ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๖ เป็นกรณีพิเศษแตกต่างจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้ออื่น แสดงให้เห็นเจตนาพิเศษของคู่สัญญาที่ประสงค์ให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลบังคับใช้เพียงชั่วระยะเวลาที่กําหนดเท่านั้น เมื่อใช้บังคับ ครบกําหนด ๑ ปีในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๖ แล้ว ก็จะสิ้นสุดวันที่ไม่มีผลใช้บังคับ ต่อไปอีก ๑ ปี ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา ๑๒ วรรคท้าย

 

 

อ้างอิง : กฎหมายแรงงาน (อ.พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น ผู้พิพากษา) คำบรรยายเนติฯ สมัยที่ ๗๖



ข้อสังเกต
  - คดีแรงงาน คือ คดีพิพาทเกี่ยวกับ นายจ้าง กับ ลูกจ้าง (ไม่ใช่่ ข้อพิพาทระหว่างฝ่าย HR กับลูกจ้าง)
  - ขั้นตอนนี้ ล่วงพ้นการบริหารจัดการงานบุคคล (การบริหารทรัพยากรมนุษย์) ฝ่ายHRในองค์กร ไปแล้ว เหตุเพราะ เกิดจากการบริหารงานบุคคลที่ผิดพลาด จึงเกิดปัญหา เพราะไม่สามารถยุติปัญหา ระงับข้อพิพาท ข้อพิพาทในระบบแรงงานสัมพันธ์ในองค์กรได้
  - ตามแผนผัง การบริหารงานภายในองค์กร เมื่อเกิดปัญหาทางกฎหมาย เรื่องจะออกจากฝ่ายบุคคล และถูกส่งเรื่องไปยังฝ่ายกฎหมาย เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป (หากไม่มีฝ่ายกฎหมาย ก็เป็นหน้าที่นายจ้าง ที่ต้องคิด หาทางแก้ไขปัญหา หาคนรู้จัก เพื่อนนักกฎหมาย ทนายความที่รู้จัก คุ้นเคย ไว้วางใจ เข้าช่วยแก้ไขปัญหา)
  - เมื่อมีข้อพิพาทเกี่ยวกับแรงงานนายจ้าง หรือ ผู้ประกอบกิจการ ต้องใส่ใจ ในเนื้อหา หรือ บริบท ของเรื่องว่า มูลเหตุ ที่มาเกิดจากอะไร ทบทวน หาสาเหตุ เหตุใด จึงเกิดข้อเรียน เกิดการฟ้องร้อง เป็นคดีความ
  - คดีแรงงาน คือ คดีพิพาทเกี่ยวกับ นายจ้าง กับ ลูกจ้าง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ทางบริษัทจะให้ฝ่ายบุคคล ไปพูดคุย กับ ลูกจ้าง ที่ คุ้มครองแรงงาน ให้ไปศาลแทนนายจ้าง (ซึ่งหากท่านพิจารณา อาจจะเกิดจากสาเหตุปัญหาจากการบริหารงานบุคคลที่นำเสนอ หรือ การให้แนวทางที่ผิดพลาด หรือเป็นกรณีที่นายจ้าง คิด ลงมือ ตัดสินใจด้วยตนเอง) หรือ ฝ่ายลูกจ้าง ไม่เข้าใจหลักกฎหมาย ฯลฯ หากท่านให้ฝ่ายบุคคลไปดำเนินการแทน ในเรื่องต่างๆ ปัญหาจะยุติลงไปในทางที่ถูก ที่ควร ได้อย่างไร และให้ฝ่ายบุคคลไปศาลแทนนายจ้าง ฝ่ายบุคคลจะว่าความได้อย่างไร และมีความรู้ความเข้าใจกระบวนพิจารณาความ อย่างไร ซึ่งนายจ้าง ควรไปจัดการด้วยตนเอง เรื่องอาจจะยุติลงได้โดยง่าย ลดการสูญเสียงบประมาณ ฯลฯ
  - กฎหมายแรงงาน มีหลายฉบับ เป็นกฎหมายมหาชน มีแนวปฏิบัติ มีกระบวนพิจารณา มีข้อเท็จจริง มีแนวคำพิพากษา ซึ่งการตัดสินคดี ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตามระเบียบข้อบังคับ
  - เมื่อเกิดเป็นคดีแรงงาน ตามหลักกฎหมาย จะเน้นการไกล่เกลี่ย เป็นหลัก ทั้งนี้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
  - เมื่อเกิดข้อพิพาทแรงงาน หรือ คดีแรงงาน นายจ้าง หรือ ผู้ประกอบกิจการ ต้องหา ฝ่ายกฎหมาย ผู้มีความรู้ทางกฎหมาย ในการ คิด วิเคราะห์ หาวิธีแก้ไขปัญหา หรือต่อสู้คดี เพราะ บางบทมาตรา นายจ้างมีโทษทางอาญา
  - ดังนั้น คดีแรงงาน เป็นเรื่องที่HR ควรศึกษา เพื่อนำไปเป็นแนวปฏิบัติในการปรับปรุงการบริหารงานบุคคลภายในองค์กร ให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่หลักในการรับผิดชอบเรื่องคดีแรงงาน ในงานฝ่ายHR (นอกจากองค์กรมีทนายความ มีใบอนุญาตว่าความ ในฝ่ายHR ซึ่งเป็นไปได้น้อย หรือแทบไม่มี เพราะหากมี ปัญหาคดีแรงงาน ข้อพิพาทแรงงานจะไม่เกิดขึ้น)


-------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
(คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ ก่อนใช้งาน*)
-------------------------------------


จำนวนผู้เยี่ยมชม : 852 ครั้ง
ผู้ใช้งานแบ่งปันข้อมูล จำนวน : 0 1 ข้อมูล

 

บันทึกหลักการบริหารทรัพยกรมนุษย์ หลักกฎหมาย ฎีกา อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1 ประเด็น


บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keywords สำหรับการบริหารทรัพยากรมนุษย์
รวบรวมจากหลักคำพิพากษาฎีกา หลักกฎหมาย (Login).
.........................

 

  
  
หลักกฎหมาย ฎีกา แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์

   หน้าปัจจุบัน :     จำนวนหน้าทั้งหมด 1 หน้า



เปรียบเทียบข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยปริยาย กับ แจ้งข้อเรียกร้อง | เจาะหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ที่ SiamHRM.com

ผู้ใช้งานทั่วไป ไม่สามารถส่งคำถาม หรือแสดงความเห็นได้ เข้าระบบก่อนใช้งาน
คำแนะนำ
1.สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานเต็มรูปแบบ
2.ผู้ใช้งานสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ โดยเข้าระบบ สามารถสอบถาม-ร่วมตอบคำถามได้
3.หากต้องการทนายความในคดีแรงงานหรืออรรถคดีต่างๆ ติดต่อทีมงานทนายความ ประสบการณ์มากกว่า 10ปี ได้

(ข้อมูล อัพเดท ณ วันที่ 06 มิถุนายน 2569)




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์