กลับไปยังหน้า เจาะหลักคดีแรงงาน กฎหมายแรงงาน การบริหารทรัพยากรมนุษย์ >> หลักกฎหมาย กฎหมายกองทุนเงินทดแทน



ชื่อข้อมูล : การจ่ายเงินทดแทน ตาม พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗
หมวด : หลักกฎหมาย กฎหมายกองทุนเงินทดแทน
สิทธิใช้งาน : (ใช้งานได้ทุกคน) ลงทะเบียน/เข้าสู่ระบบ ก่อนใช้งาน.
ขนาดไฟล์ : ไม่ระบุ
 
 


รายละเอียด

การจ่ายเงินทดแทน

      พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๕เงินทดแทน” หมายความว่า เงินที่จ่ายเป็นค่าทดแทน ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทํางาน และค่าทําศพ ซึ่งมาตรา ๒๓ ห้ามมิให้นายจ้างหักเงินทดแทนเพื่อการใด ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี แต่ขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ (คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๙๕/๒๕๒๖)

      ๑. “ค่าทดแทน” หมายความว่า เงินที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา ๒๐ สําหรับการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหายของลูกจ้าง โดยมาตรา ๑๘ ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิแล้วแต่กรณี โดยต้องนับระยะเวลาตามหลักทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (คําพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๗๕/๒๕๒๘)

      การที่พนักงานเงินทดแทนมีคําสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือน แต่ค่าทดแทนสามารถคํานวณเป็นจํานวนเงินแน่นอนได้ ลูกจ้างและนายจ้างจะตกลงกันจ่ายในคราวเดียวเต็มจํานวนก็ได้ แต่การผิดนัดของนายจ้างเกิดขึ้นในแต่ละเดือนที่มีหน้าที่จ่ายค่าทดแทนมิใช่ตกเป็นผู้ผิดนัดในยอดเงินทั้งจํานวน (คําพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๘๙/๒๕๒๘)

      (๑) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สําหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทํางานได้ไม่ว่าลูกจ้างจะสูญเสียอวัยวะตาม (๒) ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทํางานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทํางานได้แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี

      (๒) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สําหรับกรณีที่ลูกจ้างต้องสูญเสีย สมรรถภาพในการทํางานของร่างกาย โดยจ่ายตามระยะเวลาที่ต้องจ่ายให้ตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกําหนด แต่ต้องไม่เกินสิบปี ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กําหนด ระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทน หลักเกณฑ์และวิธีการคํานวณค่าจ้างรายเดือน ลงวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ข้อ ๔ ข้อ ๕ ประกาศฉบับนี้ได้กําหนดตาราง ประเภทของการสูญเสียอวัยวะและระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนรายเดือนไว้ เช่น แขนขาดระดับศอก คือแขนขาดระดับข้อศอกขึ้นไป จ่าย ๑๒๐ เดือน หรือ มือขาด คือนิ้วมือทั้งห้านิ้วขาด ตั้งแต่ระดับข้อโคนนิ้วทุกนิ้วขึ้นไปถึงข้อมือ จ่าย ๑๑๔ เดือน ดังนั้นการที่มือขวาของลูกจ้างสูญเสียสมรรถภาพในการทํางานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วนที่ถือว่าเป็นการสูญเสียมือขวาด้วยนั้น ถือว่าเป็นกรณีเดียวกับมือขาดซึ่งกําหนดไว้เฉพาะการสูญเสียมือแล้ว จึงไม่อยู่ในความหมายของการสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะส่วนอื่นอีก (คําพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๒๒/๒๕๓๗)

      การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยซึ่งเป็นเหตุให้สูญเสียอวัยวะของร่างกายหรือสูญเสียสมรรถภาพในการทํางานของอวัยวะไปเพียงบางส่วน ในการคิดค่าทดแทนให้เทียบอัตราส่วนร้อยละจากจํานวนระยะเวลาที่กําหนดไว้สําหรับการสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพในการทํางานของอวัยวะประเภทนั้น ๆ โดยไม่ต้องแยกสูญเสียอวัยวะในแต่ละส่วนของร่างกายแยกเป็นส่วน ๆ อีก (คําพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๑/๒๕๓๔)

      (๓) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สําหรับกรณีที่ลูกจ้างทุพพลภาพ ต้องไม่น้อยกว่าสิบห้าปี คือการที่ลูกจ้างสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือของร่างกาย หรือสูญเสียสภาวะปกติของจิตใจ ค่าทดแทนการสูญเสียความสามารถในการทํางานหรือในการประกอบอาชีพโดยสิ้นเชิงหรือการทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะบางส่วนของร่างกายหรือการสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะเกินกว่าร้อยละหกสิบของสมรรถภาพทั้งร่างกาย หรือการสูญเสียตามตาราง ๒ ท้ายประกาศเดิม ถือเป็นกรณีลูกจ้างทุพพลภาพ ตามมาตรา ๑๘ (๓) เช่น ขาขาดทั้งสองข้าง หรือมือหนึ่งข้างกับเท้าหนึ่งข้างขาด เป็นต้น ซึ่งตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กําหนดระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทน หลักเกณฑ์และวิธีการคํานวณค่าจ้างรายเดือน ลงวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ข้อ ๖ กําหนดให้ในกรณีลูกจ้างซึ่งได้รับการประเมินเป็นผู้ทุพพลภาพให้มีระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนตลอดชีวิต

      (๔) กรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายอัตราร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือนมีกําหนดสิบปี รายละเอียดตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กําหนดระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทน หลักเกณฑ์และวิธีการคํานวณค่าจ้างรายเดือน ลงวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ข้อ ๗

      มาตรา ๑๙ กําหนดให้ในกรณีที่นายจ้างจ่ายค่าทดแทนตามมาตรา ๑๘ (๒) หรือ (๓) และต่อมาลูกจ้างได้ถึงแก่ความตายในขณะที่ยังรับค่าทดแทนไม่ครบระยะเวลาตามสิทธิดังกล่าว ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิตามมาตรา ๒๐ ต่อไปจนครบ กําหนดระยะเวลาตามสิทธิ ทั้งนี้ ระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนรวมกันต้องไม่เกินสิบปี

      ๒. “ค่ารักษาพยาบาล” หมายความว่า ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตรวจ การรักษา การพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นที่จําเป็น เพื่อให้ผลของการประสบอันตรายหรือการเจ็บป่วย บรรเทา หรือหมดสิ้นไป และรวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องใช้ หรือวัตถุที่ใช้แทน หรือทําหน้าที่แทนหรือช่วยอวัยวะที่ประสบอันตรายด้วย โดยมีอัตราตามกฎกระทรวง ค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. ๒๕๖๓ จ่ายเท่าที่จ่ายจริงตามความจําเป็นแต่ ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท และจ่ายเพิ่มตามเงื่อนไขตั้งแต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท สําหรับการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยของลูกจ้างอย่างรุนแรง เช่น กรณีที่ลูกจ้างได้รับการผ่าตัด เพื่อดามและถอดเหล็กดามกระดูกแขนซ้ายเพียงแห่งเดียวก็ถือได้ว่าได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งด้วย (คําพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๖๗/๒๕๕๙)

      และจ่ายเพิ่มไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท หากลูกจ้างประสบอันตรายตั้งแต่สองรายการขึ้นไป หรือบาดเจ็บหนักขึ้นจากเดิมขนาดต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือปรากฏข้อเท็จจริงว่าอยู่ในหอผู้ป่วยหนัก หอผู้ป่วยวิกฤต หรือหอผู้ป่วยไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ตั้งแต่ยี่สิบวันขึ้นไป มิฉะนั้นไม่ถือว่าเข้าหลักเกณฑ์ (คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๙๒๘/๒๕๕๘)

      และจ่ายเพิ่มอีกตามความเห็นของคณะกรรมการแพทย์แต่ไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท จนถึงไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เว้นแต่ ในกรณีดังต่อไปนี้ให้นายจ้างจ่ายตามความจําเป็นจนสิ้นสุดการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ต้อง เป็นไปตามความเห็นของคณะกรรมการแพทย์ตามลักษณะที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด คือ ๑. ลูกจ้างเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรกจนสิ้นสุดการรักษาพยาบาล ๒. ลูกจ้างมีความจําเป็นหรือมีเหตุสมควรที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรก แต่ภายหลังได้เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐจนสิ้นสุดการรักษาพยาบาล และหากลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ป่วยในมีค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการพยาบาล ให้นายจ้างจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินวันละ ๑,๓๐๐ บาท เว้นแต่จะรวมอยู่ในค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดอยู่แล้ว (คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๘๑๓/๒๕๕๗)

      สําหรับนายจ้างที่ชําระค่ารักษาพยาบาลลูกจ้างแทนสํานักงานประกันสังคมไป สํานักงานประกันสังคมจึงมีหน้าที่ชําระเงินแก่นายจ้างตั้งแต่วันที่นายจ้างชําระค่ารักษาพยาบาลลูกจ้างคืนมิฉะนั้นต้องเสียดอกเบี้ยแก่นายจ้างด้วย (คําพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๐๗/๒๕๕๙)

      ๓. “ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทํางาน” หมายความว่า ค่าใช้จ่ายที่จําเป็นเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทํางานเพื่อให้ลูกจ้างซึ่งประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยและสูญเสียสมรรถภาพในการทํางานได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายหรือจิตใจหรือการฟื้นฟูอาชีพ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพที่เหมาะสมตามสภาพของร่างกาย ตามมาตรา ๑๕ และกฎกระทรวง ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทํางานที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. ๒๕๖๓ เช่น ค่าใช้จ่ายทางกายภาพบําบัด ไม่เกินวันละสองร้อยบาท และค่าใช้จ่ายทางกิจกรรมบําบัดไม่เกินวันละหนึ่งร้อยบาท โดยเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน ๒๔,๐๐๐ บาท เป็นต้น

      ๔. “ค่าทําศพ” หมายความว่า ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพของลูกจ้างตามประเพณีทางศาสนาของลูกจ้างหรือตามประเพณีแห่งท้องถิ่น ในกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายเนื่องจากประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหาย มาตรา ๑๖ และกฎกระทรวง กําหนดอัตราค่าทําศพที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งกําหนดให้นายจ้างจ่ายค่าทําศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างในอัตรา ๕๐,๐๐๐ บาท ในกรณีที่ลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหายระหว่างวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ จนถึงก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ (ก่อนวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา) ให้นายจ้างจ่ายค่าทําศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างในอัตรา ๔๐,๐๐๐ บาท และมาตรา ๑๗ ในกรณีที่ไม่มีผู้จัดการศพ นายจ้างมีหน้าที่จัดการศพของลูกจ้างไปพลางก่อนจนกว่าผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามมาตรา ๒๐ จะมาขอเป็นผู้จัดการศพ แต่นายจ้างจะใช้ค่าทําศพเกินหนึ่งในสามของค่าทําศพตามมาตรา ๑๖ ไม่ได้ แต่ถ้าลูกจ้าง ถึงแก่ความตายครบเจ็ดสิบสองชั่วโมง แล้วยังไม่มีผู้มีสิทธิตามมาตรา ๒๐ มาขอเป็นผู้จัดการศพ นายจ้างซึ่งมีหน้าที่จัดการศพนั้นไปพลางก่อนตามวรรคหนึ่ง จะมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องจัดการศพของลูกจ้างไปตามประเพณีทางศาสนาของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายหรือตามประเพณีแห่งท้องถิ่นโดยคํานึงถึงฐานะทางสังคมของลูกจ้าง ในการนี้ให้นายจ้างใช้ค่าทําศพส่วนที่เหลืออีกสองในสามส่วนของค่าทําศพตามมาตรา ๑๖ ได้



ข้อสังเกต
  - คดีแรงงาน คือ คดีพิพาทเกี่ยวกับ นายจ้าง กับ ลูกจ้าง (ไม่ใช่่ ข้อพิพาทระหว่างฝ่าย HR กับลูกจ้าง)
  - ขั้นตอนนี้ ล่วงพ้นการบริหารจัดการงานบุคคล (การบริหารทรัพยากรมนุษย์) ฝ่ายHRในองค์กร ไปแล้ว เหตุเพราะ เกิดจากการบริหารงานบุคคลที่ผิดพลาด จึงเกิดปัญหา เพราะไม่สามารถยุติปัญหา ระงับข้อพิพาท ข้อพิพาทในระบบแรงงานสัมพันธ์ในองค์กรได้
  - ตามแผนผัง การบริหารงานภายในองค์กร เมื่อเกิดปัญหาทางกฎหมาย เรื่องจะออกจากฝ่ายบุคคล และถูกส่งเรื่องไปยังฝ่ายกฎหมาย เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป (หากไม่มีฝ่ายกฎหมาย ก็เป็นหน้าที่นายจ้าง ที่ต้องคิด หาทางแก้ไขปัญหา หาคนรู้จัก เพื่อนนักกฎหมาย ทนายความที่รู้จัก คุ้นเคย ไว้วางใจ เข้าช่วยแก้ไขปัญหา)
  - เมื่อมีข้อพิพาทเกี่ยวกับแรงงานนายจ้าง หรือ ผู้ประกอบกิจการ ต้องใส่ใจ ในเนื้อหา หรือ บริบท ของเรื่องว่า มูลเหตุ ที่มาเกิดจากอะไร ทบทวน หาสาเหตุ เหตุใด จึงเกิดข้อเรียน เกิดการฟ้องร้อง เป็นคดีความ
  - คดีแรงงาน คือ คดีพิพาทเกี่ยวกับ นายจ้าง กับ ลูกจ้าง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ทางบริษัทจะให้ฝ่ายบุคคล ไปพูดคุย กับ ลูกจ้าง ที่ คุ้มครองแรงงาน ให้ไปศาลแทนนายจ้าง (ซึ่งหากท่านพิจารณา อาจจะเกิดจากสาเหตุปัญหาจากการบริหารงานบุคคลที่นำเสนอ หรือ การให้แนวทางที่ผิดพลาด หรือเป็นกรณีที่นายจ้าง คิด ลงมือ ตัดสินใจด้วยตนเอง) หรือ ฝ่ายลูกจ้าง ไม่เข้าใจหลักกฎหมาย ฯลฯ หากท่านให้ฝ่ายบุคคลไปดำเนินการแทน ในเรื่องต่างๆ ปัญหาจะยุติลงไปในทางที่ถูก ที่ควร ได้อย่างไร และให้ฝ่ายบุคคลไปศาลแทนนายจ้าง ฝ่ายบุคคลจะว่าความได้อย่างไร และมีความรู้ความเข้าใจกระบวนพิจารณาความ อย่างไร ซึ่งนายจ้าง ควรไปจัดการด้วยตนเอง เรื่องอาจจะยุติลงได้โดยง่าย ลดการสูญเสียงบประมาณ ฯลฯ
  - กฎหมายแรงงาน มีหลายฉบับ เป็นกฎหมายมหาชน มีแนวปฏิบัติ มีกระบวนพิจารณา มีข้อเท็จจริง มีแนวคำพิพากษา ซึ่งการตัดสินคดี ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตามระเบียบข้อบังคับ
  - เมื่อเกิดเป็นคดีแรงงาน ตามหลักกฎหมาย จะเน้นการไกล่เกลี่ย เป็นหลัก ทั้งนี้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
  - เมื่อเกิดข้อพิพาทแรงงาน หรือ คดีแรงงาน นายจ้าง หรือ ผู้ประกอบกิจการ ต้องหา ฝ่ายกฎหมาย ผู้มีความรู้ทางกฎหมาย ในการ คิด วิเคราะห์ หาวิธีแก้ไขปัญหา หรือต่อสู้คดี เพราะ บางบทมาตรา นายจ้างมีโทษทางอาญา
  - ดังนั้น คดีแรงงาน เป็นเรื่องที่HR ควรศึกษา เพื่อนำไปเป็นแนวปฏิบัติในการปรับปรุงการบริหารงานบุคคลภายในองค์กร ให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่หลักในการรับผิดชอบเรื่องคดีแรงงาน ในงานฝ่ายHR (นอกจากองค์กรมีทนายความ มีใบอนุญาตว่าความ ในฝ่ายHR ซึ่งเป็นไปได้น้อย หรือแทบไม่มี เพราะหากมี ปัญหาคดีแรงงาน ข้อพิพาทแรงงานจะไม่เกิดขึ้น)


-------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
(คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ ก่อนใช้งาน*)
-------------------------------------


จำนวนผู้เยี่ยมชม : 646 ครั้ง
ผู้ใช้งานแบ่งปันข้อมูล จำนวน : 0 1 ข้อมูล

 

บันทึกหลักการบริหารทรัพยกรมนุษย์ หลักกฎหมาย ฎีกา อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1 ประเด็น


บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keywords สำหรับการบริหารทรัพยากรมนุษย์
รวบรวมจากหลักคำพิพากษาฎีกา หลักกฎหมาย (Login).
.........................

 

  
  
หลักกฎหมาย ฎีกา แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์

   หน้าปัจจุบัน :     จำนวนหน้าทั้งหมด 1 หน้า



การจ่ายเงินทดแทน ตาม พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ | เจาะหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ที่ SiamHRM.com

ผู้ใช้งานทั่วไป ไม่สามารถส่งคำถาม หรือแสดงความเห็นได้ เข้าระบบก่อนใช้งาน
คำแนะนำ
1.สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานเต็มรูปแบบ
2.ผู้ใช้งานสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ โดยเข้าระบบ สามารถสอบถาม-ร่วมตอบคำถามได้
3.หากต้องการทนายความในคดีแรงงานหรืออรรถคดีต่างๆ ติดต่อทีมงานทนายความ ประสบการณ์มากกว่า 10ปี ได้

(ข้อมูล อัพเดท ณ วันที่ 01 กรกฎาคม 2569)




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์