กลับไปยังหน้า เจาะหลักคดีแรงงาน กฎหมายแรงงาน การบริหารทรัพยากรมนุษย์ >> มาตรา ฎีกา พระราชบัญญัติจัดตั้่งศาลฯ



ชื่อข้อมูล : การฎีกาในคดีแรงงาน
หมวด : มาตรา ฎีกา พระราชบัญญัติจัดตั้่งศาลฯ
สิทธิใช้งาน : (ใช้งานได้ทุกคน) ลงทะเบียน/เข้าสู่ระบบ ก่อนใช้งาน.
ขนาดไฟล์ : ไม่ระบุ
 
 


รายละเอียด

การฎีกาในคดีแรงงาน


ระบบในการอุทธรณ์และฎีกา

ระบบสิทธิ (Appeal as of Rights)

  • หมายถึงระบบของการอุทธรณ์ฎีกาที่เปิดโอกาส ให้คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้อย่างกว้างขวางโดยถือว่า การอุทธรณ์ฎีกาเป็นสิทธิของคู่ความ การห้ามอุทธรณ์เป็นข้อยกเว้น
  • ตามระบบนี้จะมีกำหนดข้อห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาตามกฎหมายไว้ เช่น การห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกหรือปรับน้อย การห้ามอุทธรณ์ในคดีที่มีทุนทรัพย์น้อย
  • ตามระบบสิทธินี้ หากคู่ความที่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามกฎหมายได้เสนอคำฟ้องอุทธรณ์ฎีกาแล้ว ศาลจะต้องวินิจฉัยให้

ระบบอนุญาต (Discretionary Appeal)

  • หมายถึง ระบบการอุทธรณ์ฎีกา ที่ถือว่าการ อุทธรณ์หรือฎีกานั้นเป็นสิ่งที่กฎหมายห้าม
  • คู่ความสามารถ อุทธรณ์ฎีกาได้ก็ต่อเมื่อมีบทบัญญัติของกฎหมายวางข้อยกเว้นเอาไว้ ซึ่งแม้คู่ความจะอ้างว่าอุทธรณ์หรือฎีกาของตนเข้าข้อยกเว้นให้สามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้ แต่คู่ความต้องขอให้ศาลอุทธรณ์หรือฎีกาอนุญาตให้ฎีกาก่อน
  • ดังนั้น การที่คู่ความจะเสนอคำฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกาต่อศาลจะต้องมีคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาก่อน จึงจะสามารถเสนอคำฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกาให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาทบทวนคำพิพากษาของศาลล่างได้

การอุทธรณ์ในคดีแรงงาน (เดิม)

    ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ (เดิม) บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้อุทธรณ์ได้เฉพาะในข้อกฎหมายไปยังศาลฎีกาภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

    การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลแรงงานซึ่งมีคำพิพากษา หรือคำสั่งและให้ศาลแรงงานส่งสำเนาอุทธรณ์แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ฝ่ายนั้นได้รับสำเนาอุทธรณ์ เมื่อได้มีการแก้อุทธรณ์แล้ว หรือไม่แก้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้ศาลแรงงานรีบส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา

    จากบทบัญญัติดังกล่าว การอุทธรณ์ในคดีแรงงาน (เดิม) นั้น เป็นระบบสิทธิ คู่ความที่ประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานจะต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และอุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมาย ส่วนข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์

การเปลี่ยนแปลงระบบฎีกา จากระบบสิทธิเป็นระบบอนุญาต

     ได้มีการพัฒนาระบบอนุญาตฎีกา โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้แก้ไขระบบการฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้มีการจัดตั้งศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษ เพื่อให้ทำการพิจารณาคดีจากศาลชำนัญพิเศษ

คดีชำนัญพิเศษ หมายความว่า

  • (๑) คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
  • (๒) คดีภาษีอากรตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร
  • (๓) คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
  • (๔) คดีล้มละลายตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย
  • (๕) คดีเยาวชนและครอบครัวตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว

ผลจากการจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

     พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๙ บรรดาคดีที่ศาลชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาหรือคำสั่งก่อนวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้อุทธรณ์ไปยังศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีที่อุทธรณ์จากศาลชำนัญพิเศษนั้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาใช้บังคับกับการพิจารณาพิพากษาของศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีที่อุทธรณ์นั้น

     บรรดาคดีชำนัญพิเศษที่มีการอุทธรณ์และยังค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดก่อนวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้ศาลซึ่งคดีนั้นค้างพิจารณาอยู่คงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป ทั้งนี้ ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลและวิธีพิจารณาคดีของศาลชำนัญพิเศษนั้น ๆ

ซึ่งสรุปได้ว่า

  • คดีที่ขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คือ คดีที่ศาลแรงงานกลางและศาลแรงงานภาคมีคำพิพากษาหลังจากวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙
  • คดีที่ยังคงขึ้นสู่ศาลฎีกา (เป็นคดีตามระบบเดิม) คือ คดีที่ศาลแรงงานและศาลแรงงานภาคมีคำพิพากษาก่อนวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙

การอุทธรณ์ในคดีแรงงาน (ใหม่)

     พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้แก้ไขระบบการอุทธรณ์และฎีกาในคดีแรงงาน โดยมาตรา ๕๔ (ใหม่) การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงาน ให้อุทธรณ์ได้เฉพาะในข้อกฎหมายไปยังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ แต่ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม

     การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลแรงงานซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และให้ศาลแรงงานส่งสำเนาอุทธรณ์แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ฝ่ายนั้นได้รับสำเนาอุทธรณ์

     เมื่อได้มีการแก้อุทธรณ์แล้ว หรือไม่แก้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้ศาลแรงงานรีบส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ระบบสิทธิ (เดิม) ระบบอนุญาต (แก้ไขใหม่)
มีสองชั้นศาล มีสามชั้นศาล
อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และฎีกาต่อศาลฎีกา
การอุทธรณ์ในระบบสิทธิ (อุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมาย ส่วนข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์) ๑. การอุทธรณ์ในระบบสิทธิ (อุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมาย ส่วนข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์)
๒. ส่วนการฎีกา เป็นระบบอนุญาต ซึ่งไม่อาจอนุญาตในปัญหาข้อเท็จจริงได้เว้นแต่มีการรับฟังข้อเท็จจริงขัดต่อพยานหลักฐานอันถือเป็นข้อกฎหมาย

การฎีกาในคดีแรงงาน

     พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗/๑ การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม

     การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีแรงงานในศาลฎีกา ให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม

การขออนุญาตฎีกา (ระบบอนุญาต)

     ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๗ การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

     การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกา และให้ศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยคำร้องให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

ซึ่งสรุปได้ว่า

การฎีกาในคดีแรงงานใช้ระบบอนุญาต

  • การฎีกาในคดีแรงงานใช้ระบบอนุญาต ซึ่งคู่ความจะสามารถฎีกาได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
  • การขออนุญาตฎีกา

คู่ความที่ประสงค์จะฎีกาจะต้อง

  • ๑. ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมคำฟ้องฎีกา
  • ๒. ยื่นต่อศาลแรงงานชั้นต้น
  • ๓. ระยะเวลาการขออนุญาตฎีกาจะต้องกระทำภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลแรงงานชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
    • การขอขยายระยะเวลาจะต้องขอขยายทั้ง
    • ๑. ระยะเวลายื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา
    • ๒. ระยะเวลายื่นคำฟ้องฎีกา
  • ๔. ศาลแรงงานชั้นต้นมีอำนาจตรวจคำร้องขออนุญาตและคำฟ้องฎีกา แต่ไม่มีอำนาจสั่งคำร้อง
  • ๕. ศาลแรงงานชั้นต้นส่งคำร้องขออนุญาตและคำฟ้องฎีกา ให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งคำร้อง

ปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย

    ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ให้ศาลฎีกาพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาตามมาตรา ๒๔๗ ได้ เมื่อเห็นว่าปัญหาตามฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย

    ปัญหาสำคัญตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงกรณีดังต่อไปนี้

  • (๑) ปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน
  • (๒) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญขัดกันหรือขัดกับแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา
  • (๓) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน
  • (๔) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ขัดกับคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดของศาลอื่น
  • (๕) เพื่อเป็นการพัฒนาการตีความกฎหมาย
  • (๖) ปัญหาสำคัญอื่นตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา

    ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามวรรคสอง (๖) เมื่อได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

    ในกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา ให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘

ข้อ ๑๓ ปัญหาสำคัญอื่นตามมาตรา ๒๔๙ วรรคสอง (๖) ได้แก่ กรณีดังต่อไปนี้

  • (๑) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์มีความเห็นแย้งในสาระสำคัญ
  • (๒) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายสำคัญที่ไม่สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันกับประเทศไทย

การยื่นคำร้อง

ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๗ ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาและต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับคำฟ้องฎีกานั้นด้วย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

    ถ้าผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมสำนวนความไปยังศาลฎีกากรณีเช่นว่านี้ ให้องค์คณะผู้พิพากษามีคำสั่งไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกาโดยสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดหากมี ให้แก่ผู้ร้อง

    การยื่นคำร้องขออนุญาตในคดีแรงงาน

  • ๑. ยื่นคำร้องขออนุญาตพร้อมคำฟ้องฎีกา
  • ๒. ยื่นต่อศาลแรงานชั้นต้น

     เนื่องจากคดีแรงงานได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๗ จึงไม่มีเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งผู้ขออนุญาตฎีกาจึงไม่จำต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมมาวางศาล

  • หากยื่นคำร้องขออนุญาต โดยไม่ยื่นคำฟ้องฎีกา หรือ
  • หากยื่นคำฟ้องฎีกา โดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาต
  • ศาลฎีกาจะมีคำสั่งไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกา

เหตุในคำร้องขออนุญาต

ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๖ การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นโดยต้องแสดงถึง

  • (๑) ปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายที่ขออนุญาตฎีกาโดยชัดแจ้ง และ
  • (๒) ปัญหาที่ขออนุญาตฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๙ หรือในข้อกำหนดนี้ซึ่งศาลฎีกาควรรับวินิจฉัย
  • ปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อพิจารณาตามแนวคิดไตรภาคีย่อมไม่อาจฎีกาได้
  • ปัญหาข้อกฎหมายที่ขออนุญาตฎีกาจะต้อง
    • ต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำร้อง และ
    • ต้องแสดงว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญเข้าเงื่อนไขตามมาตรา ๒๔๙ (๑) ถึง (๖) หรือเงื่อนไขในข้อกำหนด

ตัวอย่างเช่น

  • ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายใหม่เกี่ยวกับกฎหมายแรงงานสัมพันธ์หรือกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ศาลฎีกาไม่เคยพิจารณามาก่อน
  • ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาเป็นปัญหาที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยขัดกับอนุสัญญาของILO ที่ประเทศไทยให้สัตยาบัน

อ้างอิง การขออนุญาตฎีกาในคดีแรงงาน - แผนกคดีแรงงาน | ศาลฎีกา (supremecourt.or.th)



ข้อสังเกต
  - คดีแรงงาน คือ คดีพิพาทเกี่ยวกับ นายจ้าง กับ ลูกจ้าง (ไม่ใช่่ ข้อพิพาทระหว่างฝ่าย HR กับลูกจ้าง)
  - ขั้นตอนนี้ ล่วงพ้นการบริหารจัดการงานบุคคล (การบริหารทรัพยากรมนุษย์) ฝ่ายHRในองค์กร ไปแล้ว เหตุเพราะ เกิดจากการบริหารงานบุคคลที่ผิดพลาด จึงเกิดปัญหา เพราะไม่สามารถยุติปัญหา ระงับข้อพิพาท ข้อพิพาทในระบบแรงงานสัมพันธ์ในองค์กรได้
  - ตามแผนผัง การบริหารงานภายในองค์กร เมื่อเกิดปัญหาทางกฎหมาย เรื่องจะออกจากฝ่ายบุคคล และถูกส่งเรื่องไปยังฝ่ายกฎหมาย เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป (หากไม่มีฝ่ายกฎหมาย ก็เป็นหน้าที่นายจ้าง ที่ต้องคิด หาทางแก้ไขปัญหา หาคนรู้จัก เพื่อนนักกฎหมาย ทนายความที่รู้จัก คุ้นเคย ไว้วางใจ เข้าช่วยแก้ไขปัญหา)
  - เมื่อมีข้อพิพาทเกี่ยวกับแรงงานนายจ้าง หรือ ผู้ประกอบกิจการ ต้องใส่ใจ ในเนื้อหา หรือ บริบท ของเรื่องว่า มูลเหตุ ที่มาเกิดจากอะไร ทบทวน หาสาเหตุ เหตุใด จึงเกิดข้อเรียน เกิดการฟ้องร้อง เป็นคดีความ
  - คดีแรงงาน คือ คดีพิพาทเกี่ยวกับ นายจ้าง กับ ลูกจ้าง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ทางบริษัทจะให้ฝ่ายบุคคล ไปพูดคุย กับ ลูกจ้าง ที่ คุ้มครองแรงงาน ให้ไปศาลแทนนายจ้าง (ซึ่งหากท่านพิจารณา อาจจะเกิดจากสาเหตุปัญหาจากการบริหารงานบุคคลที่นำเสนอ หรือ การให้แนวทางที่ผิดพลาด หรือเป็นกรณีที่นายจ้าง คิด ลงมือ ตัดสินใจด้วยตนเอง) หรือ ฝ่ายลูกจ้าง ไม่เข้าใจหลักกฎหมาย ฯลฯ หากท่านให้ฝ่ายบุคคลไปดำเนินการแทน ในเรื่องต่างๆ ปัญหาจะยุติลงไปในทางที่ถูก ที่ควร ได้อย่างไร และให้ฝ่ายบุคคลไปศาลแทนนายจ้าง ฝ่ายบุคคลจะว่าความได้อย่างไร และมีความรู้ความเข้าใจกระบวนพิจารณาความ อย่างไร ซึ่งนายจ้าง ควรไปจัดการด้วยตนเอง เรื่องอาจจะยุติลงได้โดยง่าย ลดการสูญเสียงบประมาณ ฯลฯ
  - กฎหมายแรงงาน มีหลายฉบับ เป็นกฎหมายมหาชน มีแนวปฏิบัติ มีกระบวนพิจารณา มีข้อเท็จจริง มีแนวคำพิพากษา ซึ่งการตัดสินคดี ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตามระเบียบข้อบังคับ
  - เมื่อเกิดเป็นคดีแรงงาน ตามหลักกฎหมาย จะเน้นการไกล่เกลี่ย เป็นหลัก ทั้งนี้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
  - เมื่อเกิดข้อพิพาทแรงงาน หรือ คดีแรงงาน นายจ้าง หรือ ผู้ประกอบกิจการ ต้องหา ฝ่ายกฎหมาย ผู้มีความรู้ทางกฎหมาย ในการ คิด วิเคราะห์ หาวิธีแก้ไขปัญหา หรือต่อสู้คดี เพราะ บางบทมาตรา นายจ้างมีโทษทางอาญา
  - ดังนั้น คดีแรงงาน เป็นเรื่องที่HR ควรศึกษา เพื่อนำไปเป็นแนวปฏิบัติในการปรับปรุงการบริหารงานบุคคลภายในองค์กร ให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่หลักในการรับผิดชอบเรื่องคดีแรงงาน ในงานฝ่ายHR (นอกจากองค์กรมีทนายความ มีใบอนุญาตว่าความ ในฝ่ายHR ซึ่งเป็นไปได้น้อย หรือแทบไม่มี เพราะหากมี ปัญหาคดีแรงงาน ข้อพิพาทแรงงานจะไม่เกิดขึ้น)


-------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
(คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ ก่อนใช้งาน*)
-------------------------------------


จำนวนผู้เยี่ยมชม : 4896 ครั้ง
ผู้ใช้งานแบ่งปันข้อมูล จำนวน : 0 1 ข้อมูล

 

บันทึกหลักการบริหารทรัพยกรมนุษย์ หลักกฎหมาย ฎีกา อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1 ประเด็น


บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keywords สำหรับการบริหารทรัพยากรมนุษย์
รวบรวมจากหลักคำพิพากษาฎีกา หลักกฎหมาย (Login).
.........................

 

  
  
หลักกฎหมาย ฎีกา แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์

   หน้าปัจจุบัน :     จำนวนหน้าทั้งหมด 1 หน้า



การฎีกาในคดีแรงงาน | เจาะหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ที่ SiamHRM.com

ผู้ใช้งานทั่วไป ไม่สามารถส่งคำถาม หรือแสดงความเห็นได้ เข้าระบบก่อนใช้งาน
คำแนะนำ
1.สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานเต็มรูปแบบ
2.ผู้ใช้งานสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ โดยเข้าระบบ สามารถสอบถาม-ร่วมตอบคำถามได้
3.หากต้องการทนายความในคดีแรงงานหรืออรรถคดีต่างๆ ติดต่อทีมงานทนายความ ประสบการณ์มากกว่า 10ปี ได้

(ข้อมูล อัพเดท ณ วันที่ 08 กรกฎาคม 2569)




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์