Tel.085-067-5365
คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ
สัญญาจ้างแรงงาน (ลูกจ้าง นายจ้าง ต้องทราบ)
ประเด็น : สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา แต่ข้อสัญญาระบุให้นายจ้างเลิกจ้างก่อนครบกำหนดสัญญก่อนได้ มีผลอย่างไร? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1631/2564 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้.... (2) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน....” วรรคสองบัญญัติว่า “การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่าการกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป” สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยมีกำหนดระยะเวลาการจ้างและสิ้นสุดการจ้างที่แน่นอน แต่เมื่อสัญญาจ้างข้อที่ 5 ระบุว่าจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดตามสัญญาเช่นนี้ ระยะเวลาการจ้างจึงไม่แน่นอนถือไม่ได้ว่าเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสาม แต่เมื่อสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยมีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้แล้วจำเลยไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดเวลาดังกล่าว จึงถือว่าเป็นการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง การที่โจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังผู้จัดการแผนกความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยเป็นเพียงการยืนยันว่า เมื่อสัญญาสิ้นสุดลงแล้วโจทก์ไม่ประสงค์จะทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยอีกต่อไปเท่านั้น มิใช่เป็นกรณที่โจทก์ลาออก เมื่อโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี โดยไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่า โจทก์กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง(1) ถึง (6) จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน ตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง(2) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง นับตั้งแต่วันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นต้นไป แม้โจทก์จะขอให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยโดยคำนวณถึงวันฟ้องเพียงหนึ่งปีหนึ่งเดือนแต่เพื่อความเป็นธรรมศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในค่าชดเชยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ประกอบมาตรา 57/1 วรรคสอง ไล่สาย หลักกฎหมายตามแนวฎีกา 1. ประเด็นแรก : สัญญาจ้างระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง มีกำหนดระยะเวลาการจ้างและสิ้นสุดการจ้างที่แน่นอน แต่เมื่อสัญญาจ้างข้อที่ 5 ระบุว่านายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดตามสัญญาเช่นนี้ ระยะเวลาการจ้างจึงไม่แน่นอนถือไม่ได้ว่าเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสาม สรุป สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา เข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา 2. แต่เมื่อสัญญาจ้างระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างมีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้แล้ว นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง เพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดเวลาดังกล่าว จึงถือว่าเป็นการเลิกจ้าง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง ข้อสังเกต นายจ้างหลงประเด็นว่า สัญญาจ้างดังกล่าวมีกำหนดเวลาที่แน่นอน จึงเลิกจ้างตามกำหนดเวลาได้ 3. การที่ลูกจ้างส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังผู้จัดการแผนกความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างของนายจ้างเป็นเพียงการยืนยันว่า เมื่อสัญญาสิ้นสุดลงแล้วลูกจ้างไม่ประสงค์จะทำงานเป็นลูกจ้างของนายจ้างอีกต่อไปเท่านั้น มิใช่เป็นกรณที่ลูกจ้างลาออก ข้อสังเกต การลาออกต้องแสดงเจตนาต่อนายจ้าง 4. เมื่อลูกจ้างทำงานเป็นลูกจ้างของนายจ้างติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี โดยไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่า ลูกจ้างกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (6) นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน ตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง (2) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง นับตั้งแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเป็นต้นไป 5. ทั้งนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้.... (2) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน....” วรรคสอง บัญญัติว่า “การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่าการกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป”
6. แนวการวินิจฉัยของศาลเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม (ของลูกจ้าง)
แม้ลูกจ้างจะขอให้นายจ้างจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยโดยคำนวณถึงวันฟ้องเพียงหนึ่งปีหนึ่งเดือน แต่เพื่อความเป็นธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในค่าชดเชยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ประกอบมาตรา 57/1 วรรคสอง
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keywords สำหรับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ รวบรวมจากหลักคำพิพากษาฎีกา หลักกฎหมาย (Login). .........................
หน้าปัจจุบัน : จำนวนหน้าทั้งหมด 1 หน้า