คำพิพากษาฎีกาคดีแรงงาน
ประเด็น : การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คือ? นายจ้างจะสู้คดีอย่างไร?
หลักกฎหมาย
1. การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่โจทก์ทำงานบกพร่องและล่าช้า
2. เมื่อไม่ปรากฏว่า การเลิกจ้างเป็นไปโดยมีเจตนากลั่นแกล้ง การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถือว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรและเพียงพอ ที่จะเลิกจ้างแล้ว จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
3. นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้าง
แนวคดี ข้อต่อสู้ฝ่ายนายจ้าง
1. ประเด็นข้อเท็จจริงที่นายจ้างเลิกจ้าง คือ "ลูกจ้างทำงานบกพร่องและล่าช้า" ลูกจ้างจึงมาฟ้องเรียกเงิน!
2. การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างภายหลังมีหนังสือเตือนลุกจ้างประมาณ 2 เดือน นับว่าให้โอกาสลูกจ้างในการแก้ไขปรับปรุงการทำงานเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว แต่ลูกจ้างยังคงทำงานบกพร่องและล่าช้า นายจ้างย่อมไม่ไว้วางใจให้ลูกจ้างทำงานต่อ
3. เมื่อไม่ปรากฏว่า การเลิกจ้างเป็นไปโดยมีเจตนากลั่นแกล้ง การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถือว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรและเพียงพอ ที่จะเลิกจ้างแล้ว จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
4. นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้าง
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4630/2565 การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ โจทก์ทำงานบกพร่องและล่าช้า จำเลยจึงออกหนังสือเตือน โจทก์ยอมรับว่า เป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยอดเงินขาดทุนของจำเลย ซึ่งแปลความได้ว่า โจทก์ยังคงทำงานบกพร่องและล่าช้า มิใช่เพียงจำเลยทวงถามงานโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินมีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนและได้รับค่าจ้างในอัตราสูง จึงต้องมีความรู้ความสามารถและความรับผิดชอบมากกว่าพนักงานทั่วไป จำเลยย่อมคาดหวังว่าโจทก์จะสามารถควบคุมดูแลงานในความรับผิดชอบของจำเลยให้ดำเนินงานไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็ว งานฝ่ายบัญชีและการเงินนับว่าเป็นส่วนสำคัญแก่การประกอบธุรกิจของจำเลย หากงานยังบกพร่องย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหายได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ภายหลังมีหนังสือเตือนโจทก์ประมาณ 2 เดือน นับว่าให้โอกาสโจทก์ในการแก้ไขปรับปรุงการทำงานเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว แต่โจทก์ยังคงทำงานบกพร่องและล่าช้าจำเลยย่อมไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไป เมื่อไม่ปรากฏว่า การเลิกจ้างเป็นไปโดยมีเจตนากลั่นแกล้ง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว ถือว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรและเพียงพอ ที่จะเลิกจ้างแล้ว จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์
----------------
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 2,238,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 375,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 มกราคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2558 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 226,200 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2562 โดยอ้างว่าโจทก์ปฏิบัติงานไม่เป็นที่น่าพอใจ ล่าช้าและละเลยการรายงานต่อแผนกการเงิน ละเลยการทำบัญชีลูกหนี้การค้าของบริษัท ความแม่นยำในคุณภาพข้อมูล (ขาดการตรวจพิสูจน์ทางบัญชี) ไม่มีการปรับปรุงหลังจากได้รับการแจ้งเตือนเป็นหนังสือเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 และขาดการให้ความร่วมมือกับแผนกอื่น ๆ ซึ่งปิดกั้นการพัฒนาบริษัท โดยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และเงินอื่นตามกฎหมาย รวมเป็นเงิน 1,816,689 บาท แก่โจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานบกพร่องจนจำเลยต้องออกหนังสือเตือน หลังจากนั้นโจทก์ยังคงทำงานตามหน้าที่ เพียงแต่สำนักงานภูมิภาคของจำเลยมีการทวงถามงานจากโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำผิดอย่างอื่นหรือจำเลยได้ตักเตือนโจทก์อีก และจำเลยไม่ได้ให้โอกาสโจทก์แก้ไขปรับปรุงจนกระทั่งจำเลยเลิกจ้างโจทก์ภายหลังออกหนังสือเตือนครั้งเดียวเพียง 2 เดือนเศษ ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ภายหลังโจทก์ได้รับหนังสือเตือนแล้วโจทก์ทำงานต่อไปโดยไม่ได้กระทำผิดอย่างอื่นและไม่พบความบกพร่องของงานเช่นที่ผ่านมานอกจากการถูกทวงถามงาน เมื่อไม่ปรากฏว่าเกิดความเสียหายแก่จำเลย จำเลยควรให้เวลาสำหรับการปรับปรุงการทำงานที่นานกว่านี้ ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ทำงานบกพร่องล่าช้าและไม่สามารถทำงานร่วมกับบุคคลอื่นในองค์กรได้ ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมลตักเตือนโจทก์ 2 ครั้ง ต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือตักเตือนโจทก์อย่างเป็นทางการ โจทก์ไม่ยอมรับหนังสือเตือน แสดงว่าโจทก์ไม่ต้องการแก้ไขความบกพร่องในการทำงาน และโจทก์ก็ยังคงทำงานบกพร่องล่าช้า การกระทำของโจทก์ทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยในด้านความน่าเชื่อถือต่อสำนักงานประจำภูมิภาคของจำเลย และจำเลยอาจต้องรับผิดต่อหน่วยงานรัฐในประเทศไทยเนื่องจากการรายงานข้อมูลทางการเงินที่บกพร่องล่าช้า จำเลยให้เวลาโจทก์พอสมควรแล้วจึงเลิกจ้างโจทก์ เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรนั้น เห็นว่า การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่
คดีนี้โจทก์ทำงานบกพร่องและล่าช้า จำเลยจึงออกหนังสือเตือนโจทก์ ต่อมาสำนักงานภูมิภาคของจำเลยติดต่อโจทก์ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมลเกี่ยวกับงานของโจทก์ที่เสนอต่อสำนักงานภูมิภาคของจำเลย ตามเอกสารหมาย ล.12 และ ล.13 โดยเอกสารหมาย ล.12 เป็นการติดต่อระหว่างนายประวิน ผู้จัดการฝ่ายการควบคุมการขนส่งทางอากาศและทะเล ประจำสำนักงานภูมิภาคของจำเลย กับโจทก์ โดยนายประวิน ส่งข้อความทวงถามรายงานทางการเงิน (โอพีอา) ประจำปี 2561 จากโจทก์ ถึง 4 ครั้ง แต่โจทก์ไม่ตอบกลับ ส่วนเอกสารหมาย ล.13 เป็นการติดต่อระหว่างนายนิพัล ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน ประจำสำนักงานภูมิภาคของจำเลย กับโจทก์ โดยนายนิพัลส่งข้อความให้โจทก์แก้ไขการทำงบทางการเงินของจำเลย และให้โจทก์ชี้แจงรายละเอียดความบกพร่องของการทำงบการเงินดังกล่าว โจทก์ยอมรับว่า เป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยอดเงินขาดทุนของจำเลย ซึ่งแปลความได้ว่าโจทก์ยังคงทำงานบกพร่องและล่าช้า มิใช่เพียงจำเลยทวงถามงานดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา ดังนั้น เมื่อโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินมีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนและได้รับค่าจ้างในอัตราสูง จึงต้องมีความรู้ความสามารถและความรับผิดชอบมากกว่าพนักงานทั่วไป จำเลยย่อมคาดหวังว่าโจทก์จะสามารถควบคุมดูแลงานในความรับผิดชอบของจำเลยให้ดำเนินงานไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็ว งานฝ่ายบัญชีและการเงินนับว่าเป็นส่วนสำคัญแก่การประกอบธุรกิจของจำเลย หากงานยังบกพร่องย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหายได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ภายหลังมีหนังสือเตือนโจทก์ประมาณ 2 เดือน นับว่าให้โอกาสโจทก์ในการแก้ไขปรับปรุงการทำงานเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว แต่โจทก์ยังคงทำงานบกพร่องและล่าช้า จำเลยย่อมไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไป เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การเลิกจ้างเป็นไปโดยมีเจตนากลั่นแกล้ง ทั้งจำเลยได้จ่ายเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ รวมเป็นเงิน 1,816,689 บาท แก่โจทก์แล้ว การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว ถือว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างแล้ว จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
ข้อสังเกต
- คดีแรงงาน คือ คดีพิพาทเกี่ยวกับ นายจ้าง กับ ลูกจ้าง (ไม่ใช่่ ข้อพิพาทระหว่างฝ่าย HR กับลูกจ้าง)
- ขั้นตอนนี้ ล่วงพ้นการบริหารจัดการงานบุคคล (การบริหารทรัพยากรมนุษย์) ฝ่ายHRในองค์กร ไปแล้ว เหตุเพราะ เกิดจากการบริหารงานบุคคลที่ผิดพลาด จึงเกิดปัญหา เพราะไม่สามารถยุติปัญหา ระงับข้อพิพาท ข้อพิพาทในระบบแรงงานสัมพันธ์ในองค์กรได้
- ตามแผนผัง การบริหารงานภายในองค์กร เมื่อเกิดปัญหาทางกฎหมาย เรื่องจะออกจากฝ่ายบุคคล และถูกส่งเรื่องไปยังฝ่ายกฎหมาย เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป (หากไม่มีฝ่ายกฎหมาย ก็เป็นหน้าที่นายจ้าง ที่ต้องคิด หาทางแก้ไขปัญหา หาคนรู้จัก เพื่อนนักกฎหมาย ทนายความที่รู้จัก คุ้นเคย ไว้วางใจ เข้าช่วยแก้ไขปัญหา)
- เมื่อมีข้อพิพาทเกี่ยวกับแรงงานนายจ้าง หรือ ผู้ประกอบกิจการ ต้องใส่ใจ ในเนื้อหา หรือ บริบท ของเรื่องว่า มูลเหตุ ที่มาเกิดจากอะไร ทบทวน หาสาเหตุ เหตุใด จึงเกิดข้อเรียน เกิดการฟ้องร้อง เป็นคดีความ
- คดีแรงงาน คือ คดีพิพาทเกี่ยวกับ นายจ้าง กับ ลูกจ้าง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ทางบริษัทจะให้ฝ่ายบุคคล ไปพูดคุย กับ ลูกจ้าง ที่ คุ้มครองแรงงาน ให้ไปศาลแทนนายจ้าง (ซึ่งหากท่านพิจารณา อาจจะเกิดจากสาเหตุปัญหาจากการบริหารงานบุคคลที่นำเสนอ หรือ การให้แนวทางที่ผิดพลาด หรือเป็นกรณีที่นายจ้าง คิด ลงมือ ตัดสินใจด้วยตนเอง) หรือ ฝ่ายลูกจ้าง ไม่เข้าใจหลักกฎหมาย ฯลฯ หากท่านให้ฝ่ายบุคคลไปดำเนินการแทน ในเรื่องต่างๆ ปัญหาจะยุติลงไปในทางที่ถูก ที่ควร ได้อย่างไร และให้ฝ่ายบุคคลไปศาลแทนนายจ้าง ฝ่ายบุคคลจะว่าความได้อย่างไร และมีความรู้ความเข้าใจกระบวนพิจารณาความ อย่างไร ซึ่งนายจ้าง ควรไปจัดการด้วยตนเอง เรื่องอาจจะยุติลงได้โดยง่าย ลดการสูญเสียงบประมาณ ฯลฯ
- กฎหมายแรงงาน มีหลายฉบับ เป็นกฎหมายมหาชน มีแนวปฏิบัติ มีกระบวนพิจารณา มีข้อเท็จจริง มีแนวคำพิพากษา ซึ่งการตัดสินคดี ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตามระเบียบข้อบังคับ
- เมื่อเกิดเป็นคดีแรงงาน ตามหลักกฎหมาย จะเน้นการไกล่เกลี่ย เป็นหลัก ทั้งนี้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
- เมื่อเกิดข้อพิพาทแรงงาน หรือ คดีแรงงาน นายจ้าง หรือ ผู้ประกอบกิจการ ต้องหา ฝ่ายกฎหมาย ผู้มีความรู้ทางกฎหมาย ในการ คิด วิเคราะห์ หาวิธีแก้ไขปัญหา หรือต่อสู้คดี เพราะ บางบทมาตรา นายจ้างมีโทษทางอาญา
- ดังนั้น คดีแรงงาน เป็นเรื่องที่HR ควรศึกษา เพื่อนำไปเป็นแนวปฏิบัติในการปรับปรุงการบริหารงานบุคคลภายในองค์กร ให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่หลักในการรับผิดชอบเรื่องคดีแรงงาน ในงานฝ่ายHR (นอกจากองค์กรมีทนายความ มีใบอนุญาตว่าความ ในฝ่ายHR ซึ่งเป็นไปได้น้อย หรือแทบไม่มี เพราะหากมี ปัญหาคดีแรงงาน ข้อพิพาทแรงงานจะไม่เกิดขึ้น)
------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล. (คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ ก่อนใช้งาน*)
-------------------------------------
จำนวนผู้เยี่ยมชม : 1140 ครั้ง ผู้ใช้งานแบ่งปันข้อมูล จำนวน : 0 1 ข้อมูล
|