Tel.085-067-5365
คำพิพากษาฎีกาแรงงาน ที่น่าสนใจ
ประเด็น : ลูกจ้าง ออกแบบอาคารไม่เว้นระยะร่นตามกฎหมาย เป็นละเมิด
คำพิพากษาฎีกาที่ 3419/2565 คำฟ้องโจทก์ อ้างว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของโจทก์ตำแหน่งสถาปนิก โดยจำเลยที่ 1 ปฏิบัติงานในหน้าที่วัดระยะตัวเลขของพื้นที่ในแบบแปลนก่อสร้างอาคารสำนักงานสาขาแห่งใหม่ของโจทก์คลาดเคลื่อน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการฟ้องโดยอาศัยมูลสัญญาจ้างแรงงานเป็นหลักแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นสำคัญ ส่วนที่มีการบรรยายคำฟ้องถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดมาด้วย เป็นเพียงการบรรยายถึงลำดับเหตุการณ์และที่ปรากฏความว่าการกระทำละเมิดในคำขอท้ายคำฟ้องโจทก์ว่าให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายที่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นการแสดงให้เห็นว่าค่าเสียหายที่ขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้นั้น เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่มีลักษณะเป็นการละเมิด และจำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อตามคำฟ้อง จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เช่นนี้ ศาลแรงงานกลางชอบที่จะวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ ไม่ชอบที่จะแก้ไขประเด็นข้อพิพาทใหม่เป็นว่า จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ ซึ่งเสมือนว่าโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในมูลละเมิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่งเพียงอย่างเดียว จำเลยที่ 1 ออกแบบอาคารไม่เว้นระยะร่นตามกฎหมาย พื้นที่ดินที่จะทำการก่อสร้างมีการก่อสร้างห้องน้ำเพื่อให้บริการประชาชนซึ่งเป็นกำแพง จำเลยที่ 1 สามารถวัดจากสถานที่จริงได้ แต่จำเลยที่ 1 ใช้สเกลวัดจากสำเนาโฉนดที่ดิน และน.ส.3 ก ซึ่งไม่มีหลักหมุดทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถก่อสร้างอาคารสำนักงานสาขาแห่งใหม่ของโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ได้กระทำโดยประมาท โจทก์ไม่สามารถวางตำแหน่งอาคารสำนักงานสาขาแห่งใหม่ของโจทก์ได้ ต้องเลื่อนออกไปแก้ไขได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงผิดสัญญาจ้างแรงงานตามสัญญาผู้เข้าทำงานธนาคารออมสินที่ระบุว่า “ข้าพเจ้า.... จะไม่กระทำหรือละเว้นกระทำการใดๆ อันทำให้ธนาคารได้รับความเสียหาย” ปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์เพียงใด เนื่องจากการกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้แก่โจทก์ และโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานหรือไม่ เพียงใด ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยในประเด็นค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง และเกี่ยวเนื่องกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 ประกอบมาตรา 57/1 วรรคสอง แนวทางการต่อสู้คดีจำเลย (ลูกจ้าง) 1. หากถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายมาในมูลละเมิด ทำคำให้การปฏิเสธตัดไฟ้อง โดยอาจจะทำคำให้การว่า "ไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อตามคำฟ้อง" จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่ประเด็นแห่งคดี ก็มีปัญหาว่า จำเลย ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องต่อโจทก์เพียงใด 2. หากให้การว่า "ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมานั้นสูงเกินไป" แสดงว่า จำเลยรับผิดตามคำฟ้อง แต่ค่าเสียหายสูงเกินไป ศาลย่อมกำหนดค่าเสียในคดี ว่าเสียหายเพียงใด 3. ต่อสู้ตามข้อสัญญา ว่ามีข้อสัญญาใด ๆ ที่กำหนดไว้ หรือไม่ เช่นตามคำฟ้อง “ข้าพเจ้า.... จะไม่กระทำหรือละเว้นกระทำการใดๆ อันทำให้ธนาคารได้รับความเสียหาย” หลักกฎหมายในกระบวนพิจารณาจากฎีกา เนื่องจากการกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่าง กำหนดค่าเสียหายที่จำเลย ต้องชดใช้แก่โจทก์
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keywords สำหรับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ รวบรวมจากหลักคำพิพากษาฎีกา หลักกฎหมาย (Login). .........................
หน้าปัจจุบัน : จำนวนหน้าทั้งหมด 1 หน้า