|
4 องค์กรใหญ่แท็กทีมหนุน โรงงานสีขาว เร่งแก้ปัญหาแรงงานขี้เมา
|
4 องค์กรนำทีมสกัดแรงงานไทยตายก่อนวัยอันควร ผุดโครงการเลิกเหล้าเข้าสู่โรงงานสีขาว เผย 80% คุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่เจ็บ ไม่ลา ไม่ขาด แถมมีเงินเก็บ ขณะที่ นักวิจัยชี้ ตัวเลขยังน่าห่วง พบวัยแรงงานสังเวยชีวิตด้วยน้ำเมา 4 หมื่นคน กระทบเศรษฐกิจ แสนห้าหมื่นกว่าล้าน แนะรัฐบาลเข้มบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ส่วนผู้ประกอบการต้องย้ำพนักงาน ห้ามซดเหล้าก่อนและขณะทำงาน
|
|
|
 |
(3 มี.ค) ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพฯ กระทรวงแรงงานมูลนิธิเพื่อนหญิง เครือข่ายองค์กรงดเหล้า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมจัดเสวนา “พัฒนานโยบาย ลด ละ เลิก เหล้าเข้าสู่โรงงานสีขาว” นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า หากกลุ่มแรงงานต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่มีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ จะทำให้หมดโอกาสสร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัว ทั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น อุบัติเหตุจากการดื่ม สถานประกอบการสูญเสียรายได้ สูญเสียบุคลากร และปัญหาความรุนแรงในครอบครัว อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานพร้อมผลักดันให้โรงงานทุกแห่งที่อยู่ในโครงการปลอดยาเสพติดที่มีอยู่เกือบ 30,000 โรงงาน เป็นโรงงานปลอดแอลกอฮอล์ด้วย
ผศ.ดร.ภญ.มนทรัตม์ ถาวรเจริญทรัพย์ นักวิจัยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) กล่าวว่า จากการศึกษาโดยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ ปี 2549 พบว่า แอลกอฮอล์ทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากถึง 156,105 ล้านบาท หรือ 1.99% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หรือประมาณ 2,391 บาทต่อคน ทั้งนี้ ค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วย และเสียหายจากอุบัติเหตุ เป็นเพียงส่วนน้อยของความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น แต่ความสูญเสียทางอ้อมคือ ประสิทธิภาพในการทำงาน หรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลเสียทางเศรษฐกิจถึง 104,128 ล้านบาท หรือ 65.7% อย่างไรก็ตาม จากสถิติกลุ่มแรงงานที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะดื่มแอลกอฮอล์มีมากถึง 40,000 คน ส่วนใหญ่อายุ 30-44 ปี รองลงมา 15-29 ปี ซึ่งผู้ที่ดื่มหรือเคยดื่มจะขาดงาน เพราะปัญหาสุขภาพ ประสิทธิภาพขณะทำงานลดลงกว่าผู้ไม่ดื่มถึง 1.7-5.7%
“รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญต่อนโยบายเพื่อลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้มากขึ้น แม้จะมีการผลักดัน พรบ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ควรมีการบังคับใช้อย่างจริงจัง ทั้งการควบคุม การจำหน่าย เงื่อนไขของเวลา สถานที่ และการโฆษณาในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะที่ผลกระทบต่อเยาวชน เพราะกำลังสำคัญของชาติในอนาคต ทั้งนี้ นายจ้างรวมถึงผู้ประกอบการควรให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากการดื่มแอลกอฮอล์ให้ลูกจ้างได้รับทราบ และเข้มงวดไม่ให้ดื่มแอลกอฮอล์ในขณะทำงาน หรือก่อนการปฏิบัติงาน” ผศ.ดร.ภญ.มนทรัตม์ กล่าว
นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า ปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์ของกลุ่มแรงงาน ส่งผลให้ต้องขาดงาน หรือลางาน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเทศกาล เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ ที่มักจะเกิดอุบัติเหตุ ทำให้พิการและเสียชีวิต บริษัทต้องสูญเสียบุคลากรที่มีประสบการณ์ ซึ่งจากการพัฒนาโครงการโรงงาน ลด ละ เลิกเหล้า ของมูลนิธิเพื่อนหญิงและองค์กรเครือข่ายงดเหล้า และสสส. ซึ่งมีโรงงานต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 20 โรงงาน ทั่วประเทศ พบว่า 20 โรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คือ1.สุขภาพของผู้ใช้แรงงานดีขึ้นไม่เจ็บป่วย ไม่ต้องลางาน ขาดงาน 2. เศรษฐกิจของผู้ใช้แรงงานดีขึ้น คนงานที่เลิกเหล้ามีเงินออมกว่า 50% 3.โรงงานที่เข้าร่วมโครงการ 80% ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น 4.คนงานที่เดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ไม่พบสถิติการเสียชีวิต และ 5.ความรุนแรงในครอบครัวลดลง โดยเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ หากโรงงานใดสนใจเข้าร่วมโครงการสามารถสอบถามได้ที่มูลนิธิเพื่อนหญิง โทร. 0-2513-1001
ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงงาม ประธานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า โครงการเลิกดื่มแอลกอฮอล์จำเป็นต้องผลักดันสู่ นโยบายโรงงานสีข่าวของกระทรวงแรงงาน ซึ่งจากเดิมโรงงานสีขาว มีนโยบายให้เป็นโรงงานที่ปลอดสิ่งเสพติด ซึ่งต้องพัฒนาให้ปลอดแอลกอฮอล์ด้วย จำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องสนับสนุน เพราะเป็นเรื่องดีต่อคุณภาพชีวิตของพนักงาน ทั้งนี้ สำหรับนโยบายโรงงานสีขาว มี 2 ระดับ คือ 1.ระดับโรงงานซึ่งโรงงานต้องพัฒนาให้เป็นต้นแบบในพื้นที่อุตสาหกรรม โดยเป็นโรงงานสีขาวที่ปลอดเหล้า และ 2.ระดับนโยบายกระทรวงแรงงาน โดยกระทรวงแรงงานต้องมีนโยบายโรงงานสีขาวให้ครอบคลุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในโรงงานสีขาวด้วย
|
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM
|
|