6 นักวิชาการระดมสมองถอดรหัส WISDOM for Change : SIAMHRM.COM

6 นักวิชาการระดมสมองถอดรหัส WISDOM for Change




ไม่นานมานี้ทางสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้จัดงานสัมมนาประจำปี ภายใต้หัวข้อที่ชื่อ "WISDOM for Change"

ที่ไม่เพียงจะให้คณาจารย์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทั้ง 6 ท่านมาช่วยค้นหาความหมายของอักษร 6 ตัว อันได้แก่ W-I-S-D-O-M หากยังให้คณาจารย์ทั้ง 6 ท่าน อันประกอบด้วย "ผศ.ดร.บุษกร วัชรศรีโรจน์" ผู้อำนวยการภาคพิเศษหลักสูตรเทคโนโลยีการบริหาร คณะทรัพยากรมนุษย์

"ผศ.ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์" ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ "รศ.ดร.จิรประภา อัครบวร" คณบดีคณะทรัพยากรมนุษย์ "ดร.สมบัติ กุสุมาวลี" อาจารย์ประจำคณะทรัพยากรมนุษย์

"รศ.ดร.จุฑาพรรธ์ ผดุงชีวิต" ผู้อำนวยการหลักสูตรชั้นปริญญาโท สาขาการสื่อสารประยุกต์ คณะภาษาและการสื่อสาร และ "ผศ.ดร.นฤมล สอาดโฉม" รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะบริหารธุรกิจ มาช่วยกันถอดรหัสลับความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในการบริหารองค์การและบุคลากร

เพราะอย่างที่ทราบ ในทุกวันนี้ผู้นำองค์การต่างๆ จะบริหารองค์การ และ บุคลากรอย่างเดิมไม่ได้เสียแล้ว ยิ่งเฉพาะกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจขณะนี้ด้วยแล้ว ผู้บริหารจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำความเปลี่ยนแปลงมาปรับใช้ค่อนข้างมาก

ทั้งต่อนโยบายในการบริหารองค์การ หรือต่อทิศทางในการพัฒนาบุคลากร ผลเช่นนี้จึงทำให้เบื้องต้นของงานสัมมนา "ผศ.ดร.บุษกร" จึงถูกวางตัวให้มาพูดถึง ตัว "W" ก่อนเป็นอันดับแรก

"ในความหมายของ W นั้น เรามองไปที่ระดับ world class นั่นหมายความว่า การที่องค์การต่างๆ จะก้าวไปสู่ระดับ world class ได้ เขาจะต้องมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องของทุนวัฒนธรรม และวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลง ทั้งนั้นต้อง มาจากภายในองค์การเสียก่อน"

"ทั้งยังจะต้องมีความเป็นตัวตนที่ชัดเจน และสะท้อนออกมาในทุกๆ กิจกรรมที่สำคัญคนที่ไม่ได้อยู่กลุ่มคนส่วนใหญ่ก็จะถูกดูดเข้ามารวมกัน เพราะอย่างที่ทราบ การที่องค์การหนึ่งๆ จะก้าวไปสู่ระดับ world class นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย"

ผลเช่นนี้เองจึงทำให้ "ผศ.ดร.บุษกร" มองว่า การที่จะให้องค์การต่างๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเพื่อก้าวไปสู่ระดับ world class ได้ จะต้องประกอบด้วย 4 ปัจจัยหลักด้วยกันคือ

หนึ่ง administrative culture ที่จะต้องควบคุมดูแลองค์การเป็นอย่างดี

สอง learning culture ที่ผู้บริหารจะต้องสร้างแรงจูงใจให้พนักงานในองค์การมีความรู้สึกอยากเรียนรู้และกระหายในการทำงาน

สาม performance culture ที่ผู้บริหาร จะต้องมองไปที่ความสำเร็จ สิ่งที่ดีกว่า และจะต้องมองในเรื่องของการบรรลุวัตถุประสงค์ โดยมีผู้บริหารคอยเป็นโค้ชหรือที่ปรึกษาให้

สี่ unique culture ที่ไม่เพียงจะต้องมีวัฒนธรรมเป็นหนึ่งเดียว หากยังจะต้องมีความแตกต่างโดดเด่นไม่เหมือนใคร ที่สำคัญยังจะต้องมีไอเดีย มีจินตภาพ และมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลด้วย

เช่นเดียวกัน ในมุมมองของ "รศ.ดร. ทิพวรรณ" ที่ถูกวางตัวให้มาอธิบายกับอักษร "I" อันหมายถึง "Innovation" หรือ "นวัตกรรม"

"รศ.ดร.ทิพวรรณ" มองว่า การที่ "I" จะช่วยให้ WISDOM for Change ประสบความสำเร็จ "I" จะต้องยกกำลัง 3 หรือประกอบไปด้วย "I" 3 ตัวคือ

หนึ่ง information

สอง innovation

สาม imagination

พร้อมกันนั้น "รศ.ดร.ทิพวรรณ" ยังมองว่า นวัตกรรมในที่นี้จะต้องหมายถึงสิ่งใหม่ๆ กระบวนการทำงานใหม่ๆ หรือเครื่องมือต่างๆ ที่นำมาใช้ในกระบวนการทำงานใหม่ๆ ด้วย

เพราะนวัตกรรมมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ฉะนั้นเมื่อเรามาดูผลวิจัยของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง BCG ที่สำรวจเมื่อปี 2009 จะพบว่าประเทศสิงคโปร์จะมีคะแนนรวมจาก innovation input และ innovation performance เป็นอันดับหนึ่ง คือ ประมาณ 2.45%

เกาหลีใต้เป็นอันดับสอง 2.26% สวิตเซอร์แลนด์เป็นอันดับสาม 2.23%

ส่วนสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับแปด 1.80% ญี่ปุ่นอันดับเก้า 1.79% จีนอันดับที่ยี่สิบเจ็ด 0.73% ขณะที่ประเทศไทยเป็นอันดับที่สี่สิบสี่คือ 0.73%

ฉะนั้นจะเห็นว่าแม้แต่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ยังไม่สามารถสู้กับประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์และเกาหลีใต้ได้เลย

ทั้งนั้นเพราะ "รศ.ดร.ทิพวรรณ" มองว่า การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะมี innovation อย่างสมบูรณ์ นอกจากระบบการศึกษาพื้นฐานจะเป็นส่วนหนึ่งการ บูรณาการนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้เข้าด้วยกันก็เป็นอีกส่วนหนึ่งด้วย

ยิ่งเฉพาะเรื่องของกระบวนการทางสารสนเทศ ข้อมูล และองค์ความรู้ ที่จะช่วยหลอมรวมจนเกิดเป็นกระบวนการแห่งความปรารถนาในการเปลี่ยนแปลง

ในมุมมองเดียวกัน "รศ.ดร.จิรประภา" ที่ถูกวางตัวในเรื่องของ (S) หรือ (sage) อันหมายถึง การพัฒนาบุคลากรให้เป็นผู้มีความฉลาด ปราดเปรื่อง ก็มองว่า sage นั้นจะต้องเป็นความฉลาดที่มาจากการสั่งสมประสบการณ์

"ซึ่งแตกต่างจากคำว่า talent ที่เป็นความเก่งที่มาจากธรรมชาติ เพียงแต่ talent ของแต่ละคนจะถูกปลดปล่อยให้แสดงออกมามากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับผู้บริหารต้องมองเห็นด้วย"

"ดังนั้นในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นกระบวนการที่ผ่านการพัฒนา การฝึกอบรม และจะต้องดึงเอาศักยภาพของคนคนนั้นออกมาให้ได้ ไม่ว่าด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งเราในฐานะผู้บริหารจะต้องทำให้ได้"

นอกจากนั้น "รศ.ดร.จิรประภา" ยังมองว่า ประสบการณ์ที่สร้างความฉลาดจะต้องเกิดจากการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะต้องหัดสังเกต และจะต้องตอบสนองต่อปัญหา ได้เร็ว

ดังนั้นถ้ามองเรื่องนี้อย่างเป็นกระบวนการจะพบว่าบุคลิกลักษณะของแต่ละคนล้วนถูกสั่งสมมาตั้งแต่เกิดอันเกี่ยวข้องกับปัจจัย 3 ประการคือ

หนึ่ง learned behavior ตรงนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ว่าจะแสดงพฤติกรรมการแสดงออกหรือความฉลาดออกมาอย่างไร

สอง personality หมายถึงบุคลิกลักษณะของแต่ละคน หรือการพัฒนามาแต่วัยเด็ก ซึ่งทุกคนจะต้องมีติดตัวมาก่อน

ฉะนั้นสิ่งที่องค์การทำได้คือ ต้องกำหนด competency กำหนดสมรรถนะความสามารถในการแสดงออก กำหนดความคาดหวังว่าในพฤติกรรมการแสดงออก คาดว่าเขาคาดหวังในพฤติกรรมการแสดงออกอย่างไรในงานนั้นๆ

สาม environment ตรงนี้ผู้บริหารจะต้องฝึกปฏิบัติ สังเกต และเก็บข้อมูล เพื่อให้เป็นประสบการณ์ นอกจากนั้นยังจะต้องเก็บฟีดแบ็กจากหัวหน้างาน พนักงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญผู้บริหารจะต้องหัดชื่นชมและมีสัมพันธภาพที่ดีกับพนักงาน

ขณะที่ "ดร.สมบัติ" ถูกวางตัวในการอธิบายความหมายของอักษร (D) อันหมายถึง "discipline" ก็มองว่า disciplineคือพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาองค์กร อันเกี่ยวกับเรื่องการทำงานบรรลุตามผลประกอบการที่วางไว้, คุณภาพชีวิต ของบุคลากร และการยอมรับนับถือของสังคม

นอกจากนั้น "ดร.สมบัติ" ยังมองว่า การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้จะต้องกอปรด้วยวินัย 5 ประการคือ

หนึ่ง บุคลากรชั้นเลิศ

สอง วิสัยทัศน์ร่วม

สาม มีแบบแผนทางความคิดตรงกัน

สี่ เรียนรู้การทำงานเป็นทีม

ห้า คิดเป็นระบบ

ดังนั้นบุคลากรจะมีความเป็นมืออาชีพได้จะต้องมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ ต้องวางฐานปรับชีวิตให้มั่น และจะต้องนำชีวิตไปให้ถึงจุดหมาย

เพราะองค์การที่ประสบความสำเร็จจะต้องระดมนักวิชาการจากหลากหลายสาขาเพื่อมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เสมือนเป็นสหวิชาการและพหุวิทยาการ เพื่อเป้าหมายคือความยิ่งใหญ่ขององค์การ

แต่การที่จะทำให้องค์การยิ่งใหญ่ได้ "ดร.สมบัติ" มองว่า จะต้องมีพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาองค์การด้วย นั่นคือ

หนึ่ง จะต้องมีการสร้างวินัยองค์การที่เหมาะสม

สอง จะต้องสร้างบุคลากรให้เหมาะสม

สาม จะต้องสร้างวิทยาการของท่านเอง

สี่ จะต้องสร้างความเป็นมืออาชีพของบุคลากร

เช่นเดียวกัน ในมุมมองของ "รศ.ดร. จุฑาพรรธ์" ที่ถูกวางตัวมาอธิบายกับความหมายของอักษร (O) อันหมายถึง "open mindedness" ก็ยังเกี่ยวข้องกับ WISDOM for Change 4 ประการด้วยกันคือ

หนึ่ง operation with human agement คือความสามารถในการใช้ตัวงานเพื่อการพัฒนาคนอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทัศนคติที่จำเป็นสำหรับองค์การแห่งการเรียนรู้ ทั้งยังเป็นทัศนคติในการแสดงความเคารพและให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน

สอง operation with compassionate communication คือการสื่อสารด้วยความกรุณาที่จะลดอคติและความขัดแย้งใน เชิงลบ

สาม operation with peoplistic communication คือการสื่อสารด้วยหลักจิตวิทยาทางการสื่อสารที่ต้องการเชื่อมโยงบุคคลเข้ากับทีมและองค์การ

สี่ operation with the high morate environment คืองานที่ท้าทายอย่างน่าสนใจ เป้าหมายชัดเจน ลูกน้องเข้าถึงตัว เจ้านายได้ ให้ฟีดแบ็กหรือการให้ข้อมูล ย้อนกลับแก่ลูกน้อง และเปิดใจกว้างที่จะยอมรับฟังเพื่อนร่วมงาน

นอกจากนั้น "รศ.ดร.จุฑาพรรธ์" ยังมองว่า องค์การที่ประสบความสำเร็จจะต้องมี 4 อย่างประกอบกันคือ

หนึ่ง กระบวนการตัดสินใจ

สอง การควบคุมต่างๆ เพื่อประสิทธิภาพ

สาม วัฒนธรรมองค์กร

สี่ การสื่อสาร

อันหมายถึงเสมือนรู้อารมณ์คนอื่น และเสมือนรู้อารมณ์ตัวเรา ถึงจะทำให้ open mindedness กลายเป็นอีกหนึ่งความหมายของ WISDOM for Change

แต่กระนั้น การเดินทางของ W-I-S- D-O-M จะประสบความสำเร็จทุกขั้นตอน "ผศ.นฤมล" ในฐานะที่ถูกวางตัวมาอธิบายถึงตัวอักษร (M) อันหมายถึง "morals" ก็ยิ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เพราะ morals เกี่ยวเนื่องกับคำว่า ศีลธรรม และศีลธรรมนั้นก็เชื่อมโยงกับการบริหารองค์การธุรกิจ ยิ่งเฉพาะในเรื่อง ของการบริหารความเสี่ยง การลงทุน การจ่ายผลตอบแทนผู้ถือหุ้น รวมถึงการชำระ หนี้ด้วย

"เสมือนกับเรามีอำนาจในการใช้เงิน เราก็อาจใช้เงินไปในทางที่ผิด และตรงนี้ก็เกี่ยวเนื่องกับศีลธรรม ในทำนองเดียวกับ ผู้บริหารบางองค์การที่เอาเงินบริษัทมาซื้อรถยนต์ประจำตำแหน่ง เครื่องบินประจำตำแหน่ง ถามว่าตรงนี้เป็นกิเลสของผู้บริหาร หรือเปล่า"

"ดิฉันจึงมองว่า ความไม่มีศีลธรรมของ ผู้บริหารจะทำให้เกิดความเสี่ยงในองค์การมากขึ้น และจะทำให้เกิดปัญหาโดยรวมกับองค์การ"

ดังนั้นทางแก้อันนำไปสู่ความสำเร็จตามคำนิยามว่า WISDOM for Change ผู้บริหารจึงต้องร้อยคำนิยามเหล่านี้เข้า ด้วยกัน ถึงจะทำให้ทุกอย่างประสานเป็น หนึ่งเดียว

จนทำให้องค์การและบุคลากรประสบความสำเร็จในระดับสากล

ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย ?

หน้า 29

ที่มา : matichon.co.th



   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM