ต่ำหมื่นห้าได้2พันบาท มาร์ค ลั่นตรวจสอบได้ : SIAMHRM.COM

ต่ำหมื่นห้าได้2พันบาท มาร์ค ลั่นตรวจสอบได้


"กอร์ปศักดิ์” เคลียร์ มาตรการค่าครองชีพชดเชยรายละ 2,000 บาท กำหนดจ่ายให้ผู้ประกันตนเงินเดือนไม่ถึง 14,999 บาท ยันเม.ย.แน่นอน เล็งดึงขรก.บำนาญกว่า 2.2 แสนคนเข้ารับความช่วยเหลือ "มาร์ค”มั่นใจอภิประชานิยมแสนล้านถึงมือรากหญ้าทั่วหน้าทุกภาค ด้านเสียงจาก"มนุษย์เงินเดือน"ตื่นเต้นรัฐแจกเงิน แต่ช่วยปรับปรุงประกันสังคมให้ดี! นักวิชาการ ติงอาจแก้ปัญหาแรงงานไม่ตรงจุด แนะใส่เงินอุ้มแรงงานที่ถูกเลิกจ้างโดยตรงแทน ครม.เศรษฐกิจอนุมัติยกเว้นค่าธรรมเนียมขอวีซ่า 3 เดือน แม้จะสูญ 2 พันล.แต่คุ้ม
       
        ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้อนุมัติแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.15 แสนล้านบาท ผ่าน 18 โครงการเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นของมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่มนุษย์เงินเดือนที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม(สปส.)และบุคลากรของรัฐ เพื่อช่วยเหลือแรงงานเฉพาะ 6 เดือนแรก นับจากเดือนเม.ย.เป็นต้นไปนั้น เกิดความสับสนเป็นอย่างมากว่า เงินชดเชย 2,000 บาทจะให้ทุกเดือน
        โดยนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือผู้ประกันตนครั้งเดียวรายละ 2,000 บาท โดยจะจ่ายให้ผู้ประกันตนที่มีเงินเดือนไม่ถึง 14,999 บาท และข้าราชการที่มีเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท โดยยืนยันว่าเงินดังกล่าวจะถึงมือประชาชนโดยตรงในช่วงต้นเดือนเม.ย.อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทุกโครงการจะได้ข้อสรุปชัดเจนในการประชุมครม.วันอังคารที่ 20 ม.ค.นี้ โดยเฉพาะมาตรการใช้น้ำ-ไฟฟรีที่จะมีการปรับปริมาณในการใช้ฟรีลง
       
       "มาร์ค"มั่นใจเงินแสนล.ถึงมือรากหญ้า
       
        นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า การจัดสรรงบประมาณกลางปี 52 ที่งบประมาณ 60% ลงไปในกระทรวงที่พรรคประชาธิปัตย์นั้น ความจริงแล้วยอดงบประมาณใหญ่เป็นยอดที่เอาเงินตรงไปที่ประชาชน จึงไม่เกี่ยวข้องว่าไปอยู่กระทรวงของพรรคใด เช่น โครงการเบี้ยยังชีพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)รับผิดชอบ โครงการการเรียนฟรีเป็นนโยบายของทุกพรรคในการหาเสียง เป็นต้น
        "การที่มองว่าประชาธิปัตย์ฮุบงบประมาณครั้งนี้ ขอปฎิเสธ ผมไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไรทั้งสิ้น การที่โครงการถนนไร้ฝุ่นของกระทรวงคมนาคมที่ถูกตัดงบประมาณ ก็ต้องเข้าใจว่า ได้มีการประเมินดูแล้วโครงการเรื่องการก่อสร้างทั้งหลายไม่ทันที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า ซึ่งตนได้คุยกับรัฐมนตรีในกลุ่มนี้แล้ว "
        ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ในอนาคตจะมีการดึงเม็ดเงินประมาณอย่างในงบฯปี 53 มาเพิ่มเติมในบางกระทรวง เพราะการจัดทำงบประมาณต้องเปลี่ยนไป เนื่องจากแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำในขณะนี้ เป็นเพียงมาตรการเฉพาะกิจ ดังนั้น เมื่อเข้าสู่ปีงบประมาณ53 อาจมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น
        "มาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนแสนกว่าล้านบาท ก็ดูแลคนได้เกือบครบถ้วนมากที่สุดตั้งแต่ที่ทำกันมา เพราะปัญหาเรื่องการศึกษาและผู้สูงอายุถูกละเลยมานานมาก อีกทั้งกลุ่มคนที่รัฐบาลช่วยเหลือก็กระจายอยู่ทุกภาค และสิ่งที่รัฐบาลทำจะสามารถตรวจสอบได้ โดยดูได้จากการใช้จ่ายโดยเฉพาะการบริโภคภายในประเทศ จะเพิ่มขึ้นหรือไม่”
       
       ขรก.บำนาญ2.2แสนคนก็ได้
       
        นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวต่อว่า แนวคิดหลักของการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เกิดจากปัญหาการบริโภคของประเทศ(ดีมานต์)ช็อคที่ขาดหายไป รายได้การส่งออกหรือนำเข้าที่ขาดหาย ขณะที่รัฐบาลได้นำวิธีการต่างๆที่มีการวิจัยกันมาแล้ว มาศึกษาและพบว่า การนำเงินเข้าถึงมือประชาชน เป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยนโยบายหลักไม่ได้ให้เงินกับเศรษฐี แต่จะให้คนที่ฐานะไม่ดีได้รับการช่วยเหลือ โดยพิจารณาจากข้อมูลผู้เสียภาษีสรรพากร 8 ล้านกว่าคน แต่กลับไม่มีข้อมูลผู้เสียภาษีที่ตรงกับมาตรการ เนื่องจากมีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อปี ซึ่งไม่ต้องเสียภาษี หรือก็ไม่ยื่นภาษี ยื่นภาษีเปล่า ดังนั้นจึงไม่สามารถนำข้อมูลผู้เสียภาษีมาใช้ได้
        ดังนั้น รัฐบาลจึงเบนเป้าหมายไปที่สำนักงานหลักประกันสังคม (สปส.) เพื่อตรวจฐานข้อมูล พบว่า มีกว่า 9.3 ล้านรายชื่อที่มีที่อยู่พร้อมทั้งหมด อย่างไรก็ตามพบว่าหากประชาชน 9.3 ล้านกว่ารายชื่อ มีคนที่เป็นเศรษฐีอยู่ด้วย และไม่ได้จ่ายเงินสมทบ 5% เช่น คนเงินเดือน 1 แสนบาท อาจจะไม่ได้จ่ายสมทบ 5,000 บาทต่อเดือน แต่กลับจ่ายเพียง 750 บาทต่อเดือน แต่ขณะเดียวกันผู้ที่มีเงินเดือน 15,000 บาท แต่จ่ายสมทบ 750บาทต่อเดือน ซึ่งกลุ่มนี้มีจำนวนมาก จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลเลือกตัดรายได้ที่ 14,999 บาท เพื่อช่วยเหลือเป็นค่าครองชีพประชาชน
        ในส่วนของการช่วยเหลือค่าครองชีพบุคลากรภาครัฐนั้น สามารถที่จะตั้งเงื่อนไขผู้ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาทได้ เพียงแต่ต้องพิจารณากันใหม่ คาดว่าจะเสนอครม.พิจารณาอีกครั้งในวันที่ 20 ม.ค.นี้
        "ประชาชนทั่วไปที่มีรายได้ต่ำกว่า 14,999 บาทต่อเดือนอยู่ที่ 8.1 ล้านคนเศษ ส่วนข้าราชการก็มีประมาณ 1 ล้านคนเศษ ซึ่งตนมีแนวคิด จะให้รวมกับข้าราชการบำนาญอีกว่า 2.246 แสนคน โดยมั่นใจว่าจะใช้งบประมาณตามมาตรการนี้ 18,970 ล้านบาท ”
       
       มนุษย์เงินเดือนปลื้ม”มาร์ค”
       
        หลังจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 งบประมาณ 1.15 แสนล้านบาท เพื่อ 18 โครงการ เพื่ออัดฉีกเงินเข้าสู่ระบบและมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรของรัฐ ที่มีรายได้ต่ำกว่า 14,000 บาทต่อเดือน รัฐจะชดเชยรายละ 2,000 บาท เพียงครั้งเดียวในรอบ 6 เดือน ซึ่งประเด็นดังกล่าว กลายเป็นคำถามยอดฮิตในแวดวงของมนุษย์เงินเดือนและลูกจ้างของรัฐ
        ผู้สื่อข่าวASTVผู้จัดการรายวัน ได้สอบถามความรู้สึกของผู้ที่อยู่ในข่ายที่จะได้รับเงินชดเชย โดยนายอำนาจ ดิสขำ อายุ 30 ปี จากหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ กล่าวด้วยความดีใจว่า ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แม้รัฐบาลจะชดเชยมาให้ครั้งเดียว 2,000 บาท แม้จะเป็นวงเงินไม่มากสำหรับตัวบุคคล แต่ถ้าเป็นภาพรวมแล้ว ตนก็เข้าใจภาระของรัฐบาลที่ต้องจ่ายเงินเยอะ
        ” ในภาวะเช่นนี้ เราเงินเดือนน้อย ถ้าได้ 2,000 บาทก็เป็นเรื่องดี แต่ตนคิดว่า เราในฐานะผู้ประกันตน ก็ไม่เคยใช้สิทธิ์ ตรงนี้ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะกองทุนประกันสังคม น่าจะหันมาพิจารณว่า ผู้ประกันตนคนใด ไม่ใช้สิทธิ์ น่าจะได้รับคืนกำไร เพราะที่ผ่านมา เราจ่ายประกันสังคมไปเยอะ คนบ่นกันมาก ”นายอำนาจกล่าวและคิดถึงเงินชดเชยที่จะได้ 2,000 บาทว่าตนคงจะเก็บไว้ก่อน และหากมีความจำเป็นก็จะนำมาใช้ แต่จะเน้นไปกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ถึงกระนั้น ก็มีความเห็นว่า ผู้มีรายได้น้อยจริงๆ เงินชดเชย 2,000 บาท ก็จะมีค่าสำหรับกลุ่มนี้
        เช่นเดียวกับน.ส.กมลทิพย์ หิรัญประเสริฐสุข อายุ 24 ปี นักสื่อสารมวลชน กล่าวด้วยความแปลกใจว่า ”ทำไหม 2,000 บาท ” แต่ก็มีความรู้สึกตื่นเต้นที่รัฐบาลจะแจกเงิน เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่รัฐบาลแจกเงินให้ แต่ถึงกระนั้น ในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว หากงดเก็บเงินประกันสังคมเช่น 6 เดือน หรือ 1 ปี น่าจะเป็นวิธีที่ตรงกว่า เพราะเป็นการเพิ่มอำนาจให้แก่ผู้ที่ทำงานประจำ เพียงแต่อาจจะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ก็ได้
        ถามว่า เงินที่ได้มา 2,000 บาทจะนำไปใช้อะไรนั้น น.ส.กมลทิพย์คิดว่า อาจจะนำเงินไปซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมอสังหาฯ ฝากธนาคาร หรืออาจจะเพิ่มเงินจำนวนหนึ่ง ไปซื้อทองรูปพรรณมาเก็บไว้
        ในขณะส่วนของบุคลากรของรัฐ รวมถึงลูกจ้างนั้น จากการสอบถามของผู้สื่อข่าวได้รับคำตอบเดียวกันว่า ”ดีใจที่รัฐบาลมองเห็นปัญหาของผู้มีรายได้น้อย ”
       
       นักวิชาการชี้เกาไม่ถูกที่คัน
       
        รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวยอมรับว่า หลายโครงการที่รัฐบาลนำมาใช้ยังไม่เข้ากับสถานการณ์ในเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ ขณะที่การอัดฉีดเงิน 2,000 บาท ให้แก่ข้าราชการและพนักงานบริษัทที่มีรายได้ต่ำนั้น ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เพราะประชาชนที่อยู่ในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการตกงานมากที่สุด คนกลุ่มนี้อาจนำเงินที่ได้มาออมมากกว่าการนำออกมาจับจ่ายใช้สอย
        ดร.แล ดิลกวิทยรัตน์ ศาสตราพิชาน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสนแนะว่า มาตรการที่รัฐบาลควรจะทำ คือ ใส่เงินเพื่อช่วยเหลือแรงงานที่ถูกเลิกจ้างโดยตรง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และควรจะมีมาตรการชะลอการเลิกจ้าง หากรัฐบาลจ่ายเงินให้ผู้ถูกเลิกจ้าง ก็ทำให้เกิดแรงกระตุ้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว รวมถึงรัฐบาลควรจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง โดยมีตัวแทนนายจ้างและลูกจ้างร่วมมือกัน
       
       สปส.วางเงินค้ำแบงก์ปล่อยกู้ธุรกิจ
       
        นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงโครงการแก้ปัญหาการว่างงาน จำนวน 5,224 ล้านบาท ที่เสนอเข้า ครม. เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า ทางสำนักงบประมาณ ได้ให้กระทรวงแรงงานเกลี่ยงบประมาณโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน จำนวน 6,900 ล้านบาทมาปรับใช้ และฝึกอาชีพให้ผู้ว่างงาน 5 แสนคน โดยรัฐบาลยังอนุมัติงบกลาง จำนวน 120 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการเร่งด่วน
        สำหรับโครงการที่สปส.นำเงินไปฝากไว้กับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มั่นใจว่า เงินดังกล่าวจะไม่สูญหายไป เพราะธนาคารทั้ง 2 แห่งจะเป็นผู้รับผิดชอบ โดยนำไปฝากที่ธ.ก.ส. เพียง 300 ล้านบาท ขณะที่ธนาคาร SME ในงวดแรกมีเงินฝากจำนวน 1,000 ล้านบาทเพื่อนำไปสนับสนุนสินเชื่อ และในวันนี้(15 ม.ค.)จะเรียกธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมาหารือเข้าร่วมโครงการ
       
       ยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า3เดือน
        นายพุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.เศรษฐกิจ เห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ โดยเฉพาะให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยวเข้าประเทศไทย ระยะเวลา 3 เดือน ให้แก่ทุกประเทศทั่วโลกและจะสูญเสียรายได้ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท โดยให้กระทรวงคมนาคมไปกำหนดค่าชดเชยดังกล่าวและทำตัวเลขการชดเชยเสนอครม.เศรษฐกิจในสัปดาห์หน้า
        นายพุฒิพงษ์ กล่าวต่อว่า ครม.เศรษฐกิจ ยังเห็นชอบกรอบวงเงินเพิ่มเติมเพื่อรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ได้แก่ โครงการเข้ารับจำนำข้าวโพดตามโควตา 5.2 แสนตัน อนุมัติงบประมาณวงเงิน 2,125 ล้านบาท ,โครงการเข้ารับจำนำผลปาล์มน้ำมันเพื่อการพาณิชย์ จำนวน 1 แสนตัน ใช้งบประมาณ 2,500 ล้านบาทและโครงการรับจำนำยางพารา จำนวน 1 แสนตัน ใช้งบประมาณ 8,000 ล้านบาท

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน


   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM