รัฐอุ้ม40ล.ฉันทนาเฮ!เปิดกิจการต่อ : SIAMHRM.COM

รัฐอุ้ม40ล.ฉันทนาเฮ!เปิดกิจการต่อ


    

นายจ้างหลั่งน้ำตายอมจ่ายค่าชดเชยปิดโรงงาน แต่ยังไม่รู้จะได้ครบ 180 ล้านไหม กระทรวงแรงงานข้องใจกำไรมาตลอด จี้ไนกี้-อาดิดาสรับผิดชอบร่วม เตือนฉันทนาสิ่งทอเตรียมถูกลอยแพอีกเป็นร้อยแห่ง

อิเล็กทรอนิกส์  เครื่องหนัง  ยาง อัญมณี ระวังเป็นลูกโซ่ คลัง-แบงก์ชาติยังมั่นใจหยุดค่าเงินบาทได้ เปิดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดในรอบ 4-5 ปี
เจ้าของบริษัทไทยศิลป์อาคเนย์ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ผู้ตัดเย็บเสื้อผ้าส่งออกให้บริษัทชื่อดัง เช่น ไนกี้  อาดิดาส ซึ่งปิดโรงงานลอยแพลูกจ้าง 5,000 กว่าคนได้ตกลงยอมจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างแล้ว ภายหลังการเจรจากับกระทรวงแรงงานและลูกจ้าง
นายอภัย  จันทนจุลกะ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ   ได้เป็นประธานการเจรจาระหว่างฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง ที่ศาลากลางจังหวัด  ตั้งแต่เวลา  10.00  น.  วันที่  12 ก.ค. เป็นเวลาชั่วโมงเศษ โดยฝ่ายลูกจ้างมีตัวแทน 20 คน ฝ่ายนายจ้างมีเจ้าของคือนายพิพรรษ และนางเยาวลักษณ์ อุนโอภาส
นายพิพรรษกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือและมีน้ำตาไหลพรากว่า  ขอแสดงความเสียใจและขอโทษพนักงานทุกคน  แต่ขอความเห็นใจ  สาเหตุที่ต้องปิดกิจการกะทันหันโดยไม่บอกล่วงหน้า เพราะจำเป็นจริงๆ ค่าเงินบาทที่แข็งตัวต่อเนื่อง  ทำให้โรงงานซึ่งรับยอดสั่งซื้อล่วงหน้า  3-4  เดือน ขาดทุนทุกยอดสั่งซื้อ ตนพยายามประคับประคองหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น  แต่ก็ไปไม่ได้ ส่วนค่าชดเชยต่างๆ ไม่ว่ามีเงินเท่าไรก็จะจ่ายให้ลูกจ้างทุกคน
นายอนุวัฒน์กล่าวว่า  ได้หารือเบื้องต้นกับฝ่ายนายจ้างแล้ว ยินยอมรับผิดชอบจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานตามกฎหมาย  โดยแจ้งว่าแม้แต่ที่ดินหากสามารถจำหน่ายได้ก็ยินดีจำหน่ายเพื่อนำเงินมาชดเชย  ขอให้ความมั่นใจกับลูกจ้างว่าทางราชการมีมาตรการทางกฎหมายสามารถจ่ายค่าชดเชยให้ได้แน่นอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการเจรจามีตัวแทนพนักงานกว่า  100 คน จับกลุ่มรอฟังผลที่หน้าห้อง  และมีตัวแทนรถรับจ้างที่บริษัทจ้างรับส่งพนักงานมารอทวงหนี้ค้างประมาณ   1  ล้านบาท มีคู่ค้า 2 ราย เป็นผู้ขายส่งผ้าและไหมปักให้กับโรงงาน ซึ่งค้างหนี้สินกว่า 60 ล้านบาท มารอพบเจ้าของด้วย
บรรยากาศที่หน้าบริษัทไทยศิลป์ฯ  ตั้งแต่ช่วงเช้า  พนักงานหลายพันคนยังชุมนุมกันอยู่ มีแกนนำขึ้นปราศรัย   มีพนักงานจากบริษัทเดียวกันที่สาขาบางปลา   และสาขาสำโรง  จำนวน  600 คน เดินทางมาสมทบด้วย
นายศักดา  เทพเจริญนิรันดร์  หัวหน้าสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า ได้ให้ลูกจ้างทั้ง  5,000  กว่าคนเขียนคำร้องทุกข์ตาม  พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานไว้แล้ว  ถ้านายจ้างไม่จ่ายมีโทษอาญาจำคุก  1 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  ทั้งนี้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างค้างจ่าย  ค่าบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า  1  งวด และค่าชดเชยตามอายุงาน รวมทั้งหมดนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท
นายศักดากล่าวอีกว่า  พื้นที่สมุทรปราการมีโรงงานมากกว่า 9,900 โรงงาน มีคนงานมากกว่า 1 ล้านคน ที่ผ่านมามีปัญหาถูกเลิกจ้างเข้ามาร้องเรียนเป็นระยะๆ เฉลี่ยมากกว่าวันละ 100 คน
นายแล  ดิลกวิทยรัตน์  อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รัฐบาลควรเร่งหาทางช่วยเหลือลูกจ้าง  เพราะเกรงว่าเงินที่ได้จากการขายสินทรัพย์ของบริษัทจะไม่พอจ่ายให้กับพนักงาน  เพราะเงินส่วนใหญ่ต้องนำไปชำระหนี้  ตัวแทนลูกจ้างหรือฝ่ายรัฐบาลควรประสานกับตัวแทนบริษัทผู้ว่าจ้างผลิตเสื้อผ้ายี่ห้อดัง  ให้ออกมาแสดงความรับผิดชอบ  เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นอาจกระทบต่อชื่อเสียงของสินค้าได้ อีกทั้งเป็นการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ตามหลักการจ้างงาน
"ตามปกติการจ้างงานบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลกส่วนมากคำนึงถึงเรื่องการผลิตสินค้าที่ไม่เอาเปรียบลูกจ้างและพนักงาน หากเรื่องนี้โด่งดังไปทั่วโลก จะไม่เป็นผลดีกับสินค้ายี่ห้อเหล่านี้ เพราะฉะนั้น รัฐบาลจะต้องเรียกร้องให้บริษัทผู้ว่าจ้างแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น"
นายแลชี้ว่ายังมีสินค้าที่น่าจับตา  อาจเกิดปัญหาเช่นเดียวกับบริษัทไทยศิลป์ฯ  คือ สินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ทำยอดส่งออกได้ 1 ใน 10 และมีแรงงานเป็นจำนวนมาก
นายพรมมา  ภูมิพันธ์  ประธานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอและการตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนัง กล่าวว่า แนวโน้มการเลิกจ้างของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าจะรุนแรงขึ้น ขณะนี้หลายแห่งกำลังเกิดปัญหา  เช่น มีการลดกำลังการผลิตและปิดเครื่องจักรบางตัว ย้ายคนงานไปไว้แผนกอื่น ปัจจัยสำคัญเกิดจากผลกระทบด้านการลงทุนและค่าเงินบาทที่แข็งตัว  เพราะราคาสินค้าไทยแพงขึ้น ทำให้ต่างชาติหันไปซื้อสินค้าจากจีนและเวียดนามแทน แม้คุณภาพสู้ไม่ได้ แต่ราคาถูกกว่า
รายงานสถานการณ์การเลิกจ้างของสำนักงานประกันสังคม    พบว่าในช่วงระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-25  พ.ค.50 มีสถานประกอบการประกาศเลิกจ้างแล้ว 6,054 แห่ง ทำให้ลูกจ้างต้องตกงาน  48,631  คน  ประเภทกิจการที่เลิกจ้างมากที่สุดคือกิจการผลิต  23,157  คน รองลงมาคือก่อสร้าง 5,636 คน และมีแนวโน้มหลายกิจการจะเลิกจ้างตามมาอีก เพราะผลกระทบจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งตัว  โดยอุตสาหกรรมการผลิตที่เลิกจ้างมากที่สุดคือการผลิตเครื่องแต่งกาย การตกแต่งและย้อมสีขนสัตว์ ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก สิ่งทอสิ่งถักและเครื่องเรือน
นายผดุงศักดิ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า สถานประกอบการที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากเงินบาทแข็งมีบางกิจการ  ได้แก่  สิ่งทอ เครื่องหนัง อัญมณี ยาง ขอแนะนำว่าบริษัทหรือโรงงานที่ส่อเค้าจะไปไม่ไหวหรือต้องการย้ายฐานผลิต  ขอให้ติดต่อหารือกับสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด  เพื่อปรับตัวก่อนหยุดกิจการ  สำหรับลูกจ้างก็ต้องช่วยกันตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบริษัท ถ้าสัญญาณไม่ดีต้องยื่นคำร้องผ่านสวัสดิการฯ จังหวัดเข้าไปไกล่เกลี่ย
นายผดุงศักดิ์กล่าวว่า  กรณีของบริษัทไทยศิลป์ฯ  ซึ่งรับจ้างผลิตเสื้อผ้าให้บริษัทแบรนด์เนมชื่อดังหลายแห่ง  กระทรวงแรงงานจะเชิญผู้แทนบริษัทที่จ้างผลิตมาหารือเพื่อร่วมกดดันให้บริษัทลูกรับผิดชอบคนงาน  เพราะบริษัทแบรนด์เนมดังๆ  จะต้องรักษาภาพลักษณ์ของมาตรฐานการผลิต ผลการประเมินค่าชดเชยทั้งหมด  นายจ้างต้องจ่ายประมาณ  180  ล้านบาท  หากดูข้อเท็จจริงจะเห็นว่ากิจการของบริษัทปีที่แล้วยังได้กำไร  และปีนี้ในช่วง  2 เดือนที่ผ่านมาก็ยังมีออเดอร์ จึงเชื่อว่ากิจการยังไปได้ แนวโน้มน่าจะเป็นการย้ายฐานผลิตมากกว่า นายจ้างจึงน่าจะมีทางหาค่าชดเชยมาจ่ายให้ลูกจ้าง
อธิบดีกรมสวัสดิการฯ  กล่าวอีกว่า กระทรวงแรงงานมีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนช่วยเหลือแรงงานที่ถูกเลิกจ้างกะทันหัน  แต่ต้องเป็นทางออกสุดท้ายที่จะจ่ายให้ลูกจ้างที่เดือดร้อนและนายจ้างหลบหนีตามตัวไม่ได้จริงๆ  โดยเฉพาะนายจ้างต่างชาติ  ขณะนี้กองทุนมีเงินอยู่ประมาณ  230 ล้านบาท ตนได้แปรญัตติในสภาขอเพิ่มอีก 100 ล้านบาท เตรียมไว้ใช้แก้ปัญหาลูกจ้างถูกลอยแพจริงๆ ระยะหลังเมื่อนายจ้างรู้ว่ามีกองทุนนี้จึงมักใช้เป็นช่องทางเอาเปรียบ  หลบหนี และทิ้งให้รัฐดูแลคนงานแทน กองทุนต้องไปฟ้องดำเนินคดีเรียกเงินคืนจากนายจ้าง  ซึ่งโอกาสที่จะไม่ได้เงินคืนสูงมาก  จากสถิติตั้งแต่ปี  2543  ถึงปัจจุบันมีการจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้ลูกจ้างที่ถูกลอยแพไปแล้ว   22,000  ราย เป็นเงินทั้งหมด 131 ล้านบาท เฉลี่ยจ่ายให้แรงงานที่ถูกลอยแพปีละ 3,300 คน
สำหรับค่าเงินบาทเมื่อวันพฤหัสบดีมีความเคลื่อนไหวแคบๆ ปิดตลาดที่ระดับ 33.31-33.33 บาทต่อดอลลาร์ นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายตลาดการเงินและบริหารเงินสำรอง ธปท. กล่าวยืนยันว่า ธปท.ยังไม่มีมาตรการเสริมอะไรใหม่ๆ ออกมาดูแลค่าเงินบาท
ขณะที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนอย่างหนัก   เปิดตลาดช่วงเช้าดัชนีไปแตะระดับ  852.77 จุด เพิ่มขึ้น 6.39  จุด  ก่อนจะถูกเทขายจนต่ำสุดที่ 837.84 จุด ปิดตลาดช่วงเช้า 836.60 จุด ส่วนช่วงบ่ายปิดที่ 843.87 จุด ลดลง 2.41 จุด มูลค่าการซื้อขาย 31,672.36 ล้านบาท
นางสาวสุภากร  สุจิรัตนวิมล  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ  บล.เคทีบี กล่าวว่า ดัชนีแกว่งตัวเนื่องจากนักลงทุนกังวลผลกระทบของค่าเงินบาทแข็งต่อเนื่อง  และกังวลกรณีที่มีการเสนอให้กรมสรรพากรเก็บภาษีจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ประกอบกับดัชนีปรับฐาน หลังจากที่ปรับขึ้นไปอย่างร้อนแรง จึงมีแรงเทขายทำกำไร
นายฉลองภพ  สุสังกร์กาญจน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (คลัง)  กล่าวภายหลังหารือกับนางธาริษา  วัฒนเกส  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีเม็ดเงินไหลเข้าเป็นจำนวนมาก  โดยเฉพาะในตลาดหุ้นส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นจากการหารือกันได้ข้อสรุปว่า  จะไม่เพิ่มเครื่องมือเพื่อนำมาใช้ดูแลค่าเงินบาทแต่อย่างใด  เนื่องจากเครื่องมือที่มีอยู่เดิมน่าจะเพียงพอรับมือแล้ว แต่จะมีเฉพาะมาตรการบางอย่างมาช่วยเสริมเท่านั้น  ทั้งนี้ยืนยันว่า  รัฐบาลให้ความสำคัญในการดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยจะดูแลค่าเงินบาทไม่ให้มีความผันผวนมากในช่วงจากนี้ไป
นายฉลองภพย้ำว่า  มาตรการที่มีอยู่น่าจะพอรับมือ จะมีที่จะเสริมเข้ามาก็คือ การประสานงานระหว่างกระทรวงการคลังกับ  ธปท. อาจจะมีมาตรการบางอย่างออกมาช่วยเสริมได้ เช่น การที่รัฐกู้เงินเป็นเงินตราต่างประเทศ จะดูว่าโครงการไหนสามารถเปลี่ยนมากู้เป็นเงินบาทในประเทศได้ก็จะเปลี่ยน หรือถ้าโครงการไหนจำเป็นต้องซื้อเงินตราต่างประเทศ  ก็ให้ซื้อเงินตราต่างประเทศที่อยู่ในไทยแทน เบื้องต้นมีตัวเลขเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่สามารถดำเนินการได้ประมาณ  1  พันล้านดอลลาร์
นางธาริษากล่าวยืนยันว่า  เครื่องมือที่  ธปท.มีอยู่ในขณะนี้เพียงพอต่อการดูแลความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ในเร็วๆ นี้จะประสานงาน รมว.คลัง เพื่อให้อนุมัติผ่อนปรนการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ  สามารถดำเนินการได้อย่างไม่มีข้อจำกัด  รวมทั้งการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศผ่านกองทุนรวมต่างๆ ก็จะขยายวงเงินการลงทุนเพิ่มขึ้น
ผู้ว่าการ  ธปท.กล่าวว่า นับตั้งแต่ต้นปี 50 เป็นต้นมา มีเงินทุนไหลเข้าประเทศไทยแล้วกว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ  สัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงสัปดาห์เดียวมีเงินทุนไหลเข้ามากถึง  1   พันล้านเหรียญสหรัฐ ธปท.มีแนวทางการดูแล พยายามไม่ให้มีความผันผวนมากเกินไป ซึ่งช่วงไหนมีการทะลักเข้ามามาก ก็คงเกิดความผันผวนมากบ้าง  อย่างไรก็ดี สถานการณ์ล่าสุดเริ่มดีขึ้นแล้ว ส่วนที่มีการปิดโรงงานนั้น เห็นว่าไม่ได้เกิดจากปัญหาค่าเงินบาทเพียงอย่างเดียว  และไม่ได้เป็นการสูญเสียตลาดในต่างประเทศด้วย แต่เป็นการเสียตลาดให้แก่คู่แข่งในประเทศมากกว่า
พล.อ.สุรยุทธ์  จุลานนท์  นายกรัฐมนตรี  กล่าวถึงผลกระทบจากค่าเงินบาทจนมีโรงงานปิดตัวเองว่า  ผลกระทบก็คงต้องมีบ้างในบางส่วน แต่ในภาพรวมคงไม่มีปัญหา คงเป็นเรื่องเฉพาะส่วนเฉพาะโรงงาน   รัฐบาลก็มีความกังวลกับค่าเงินบาทอยู่ แต่ไม่ได้กังวลจนเกินเหตุ เพราะมีผู้ที่รับผิดชอบอยู่แล้ว รัฐบาลได้พูดมาตั้งแต่ทำหน้าที่ว่า  ให้มีการปรับตัว บางส่วนก็ปรับได้ ส่วนปรับไม่ได้ก็เหมือนกับโรงงานที่ต้องปิดไป ซึ่งก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราเห็น
วันเดียวกันนี้   นายธนวรรธน์  พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน  มิ.ย.2550 ว่าอยู่ที่ระดับ 76.8 ลดลงจาก  76.9  เมื่อเดือน  พ.ค. ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 71.0 ลดลงจาก 71.4  ซึ่งลดลงต่ำสุดในรอบ 64 เดือน นับตั้งแต่เดือน เม.ย.2545 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำ  อยู่ที่  71.9 ลดลงจาก  72.2  ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 87.4  เพิ่มขึ้นจาก 87.1 โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันยังคงปรับลดลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่  8 และดัชนีเกือบทุกรายการอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (100) ต่ำสุดในรอบ 49-64 เดือน
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ระดับ  74.0  ลดลงจาก  74.9  แต่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตอยู่ระดับ 75.1 เพิ่มขึ้นจาก 74.8 เมื่อเดือน พ.ค.2550
สำหรับปัจจัยลบได้แก่  ผู้บริโภคยังเห็นว่าราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังทรงตัวในระดับสูง ยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการแข็งค่าอย่างรวดเร็วของเงินบาท  ที่จะส่งผลลบต่อการส่งออก  มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง  และเห็นว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยังไม่เกิดผลเต็มที่
นายธนวรรธน์กล่าวว่า  แม้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตปรับตัวดีขึ้นเพราะสถานการณ์การเมืองคลี่คลายลงจะมีการเลือกตั้ง  แต่จากที่โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไปหลังจากมีการปิดโรงงานส่งออก  ทำให้หลังจากนี้ความเชื่อมั่นมีโอกาสปรับตัวลดลงอีก  จากการผูกเรื่องปลดคนงานเข้ากับเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจ   ซึ่งเมื่อการบริโภคในประเทศต่ำลง   การส่งออกลด เศรษฐกิจไทยจึงต้องพึ่งเม็ดเงินจากภาครัฐเพียงทางเดียว  อาจทำให้ฟื้นตัวได้ช้าลงจากเดิมที่คาดว่าจะฟื้นปลายไตรมาส  3 ถึงต้นไตรมาส  4  อาจเป็นไปได้ยากขึ้น จากเดิมที่ศูนย์จะปรับประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  (จีดีพี) ขึ้นนั้น  เป็นไปได้ที่จะยังไม่ปรับตัวเลขเพิ่มขึ้น  เพราะสถานการณ์การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังจะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็ง จึงต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ ทำให้ยังคงจีดีพีทั้งปีไว้ที่ 3.5-4.0%
นายธนวรรธน์กล่าวว่า  หากในช่วงครึ่งปีหลัง  ค่าเงินบาทเฉลี่ยไม่อยู่ที่ระดับ 33.5-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  คงไม่ดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยแน่  โดยภาครัฐควรจะต้องแก้ปัญหาระยะสั้นโดย  1.แทรกแซงค่าเงิน  2.สกัดกั้นเงินไหลเข้าเฉพาะส่วน  อนุญาตให้ผู้ส่งออกซื้อค่าเงินได้ล่วงหน้า และ 3.ลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 0.25% เพื่อลดการเก็งกำไรค่าเงินบาท สกัดกั้นเงินไหลเข้าอย่างรวดเร็ว และช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศ นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจควรใช้โอกาสที่ค่าเงินบาทแข็งนำเข้าสินค้าจำเป็นจากต่างประเทศ รวมทั้งเปิดโอกาสให้กองทุนรวมสามารถไปลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้น
ด้านภาคเอกชน  นายก้องเกียรติ  โอภาสวงการ  ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ค่าเงินบาทแข็งคือ  เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงทั่วโลก  อีกทั้งช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยมีแรงซื้อเข้ามามากเป็นพิเศษ  ประกอบกับผู้ส่งออกตื่นตระหนก จึงขายเงินดอลลาร์ออกมาผสมด้วย ทำให้สถานการณ์เลวร้ายเพิ่มขึ้นไปอีก
นายอภิศักดิ์  ตันติวรวงศ์  ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเริ่มพบว่าผลประกอบการรายเล็กหรือรายย่อยมีทิศทางลดลงและบางแห่งเริ่มขาดทุนแล้ว  แต่โดยมากเป็นผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศเป็นหลัก  ภาคธนาคารมีความกังวลว่า หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือ NPL ในส่วนของผู้ประกอบการรายย่อยจะเพิ่มขึ้น  แต่บริษัทขนาดใหญ่ยังไม่พบปัญหา และยังเชื่อมั่นว่า NPL จะอยู่ในระดับไม่รุนแรง น่าจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความเชื่อมั่นต่างๆ และภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
นายประมนต์   สุธีวงศ์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินแข็งไม่ใช่สาเหตุหลักให้แย่จนต้องปิดกิจการ  ก่อนหน้านี้มีสัญญาณบ้างแล้วว่าผลดำเนินงานไม่ดีเท่าที่ควร เป็นเรื่องของภาวะการแข่งขันในธุรกิจ แต่ค่าเงินบาทแข็งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์แย่ลง
นายพงษ์ศักดิ์  อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาครัฐควรช่วยดูแลค่าเงินบาท  อย่างน้อยก็ไม่ควรปล่อยให้แข็งค่ากว่าประเทศส่งออกคู่แข่ง  ขณะนี้มีสัญญาณว่าโรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอเตรียมที่จะปิดเพิ่มอีกกว่า 100 ราย ซึ่งภาครัฐควรเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด
นายดุสิต  นนทะนาคร  รองประธานกรรมการหอการค้าไทย  กล่าวว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสที่เหลืออยู่  รัฐจะต้องเร่งดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาท  เร่งออกกฎหมายหรือกฎระเบียบทางการค้าให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อให้เกิดความชัดเจนในด้านการลงทุน ติดตามการใช้จ่ายและเบิกจ่ายเงินของภาครัฐอย่างใกล้ชิด  อุตสาหกรรมส่งออกขณะนี้ได้รับผลกระทบอย่างมากจากค่าเงินบาทแข็ง  ซึ่งหากรัฐยังไม่ช่วยทำอะไรให้ชัดเจนขึ้น มัวแต่หลงกับตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวในช่วงที่ผ่านมา เกรงว่าผลกระทบจะขยายวงกว้าง  ส่งผลต่อการจ้างงานและกระทบถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ  ซึ่งภาครัฐอย่าบอกเพียงว่าผู้ส่งออกต้องรู้จักปรับตัว  เพราะที่ผ่านมาได้ปรับตัวกันมากแล้ว  ทั้งหาตลาดใหม่  ลดต้นทุนกันตลอดเวลา เพื่อเอาตัวรอด แต่ภาครัฐควรจะเข้ามาดูแลบ้าง
ดร.สมเกียรติ  ตั้งกิจวานิชย์  ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันเพื่อการวิจัยพัฒนาประเทศไทย  (ทีดีอาร์ไอ) เผยผลการศึกษาเรื่อง "ผลกระทบจากนโยบายการแทรกแซงราคาน้ำมัน" ว่าเนื่องจากรัฐบาล  พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร  มีนโยบายแทรกแซงตลาดน้ำมัน   โดยเฉพาะการใช้มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลมากกว่าน้ำมันเบนซินในช่วงปี 2547-2548  ได้นำไปสู่การบิดเบือนการตัดสินใจของผู้บริโภคในการหันมาเลือกบริโภคน้ำมันดีเซลมากกว่าเบนซิน การบริโภคน้ำมันเบนซินในช่วงปี 2547-2549 จึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 343.2 ล้านลิตรหรือร้อยละ 1.5 ขณะที่บริโภคน้ำมันดีเซลมากกว่าที่ควรจะเป็นถึง  5,838.6  ล้านลิตร หรือร้อยละ 11.3 นอกจากขัดขวางการปรับตัวของผู้ใช้แล้ว ยังทำให้เกิดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม   เนื่องจากปริมาณมลพิษจากการใช้น้ำมันดีเซลมีปริมาณเพิ่มขึ้น  เช่น   ทำให้เกิด  NOx มากกว่าที่ควรจะเป็น 3.3 แสนตัน CO มากกว่าที่ควรจะเป็น 1.6 แสนตัน และ SO2 มากกว่าที่ควรจะเป็น 8.9 พันตัน
ดร.สมเกียรติระบุว่า  รัฐไม่ควรแทรกแซงราคาน้ำมันเพื่อป้องกันเงินเฟ้อทุกครั้ง  เนื่องจากสามารถจะชะลอได้ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น  และจะมีประสิทธิผลเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มเพียงเวลาสั้นๆ  แต่หากสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนรัฐบาลไม่สามารถตรึงราคาไว้ได้ต่อไปและต้องปล่อยให้ลอยตัวในที่สุดจะส่งผลให้ดัชนีผู้บริโภคสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น.  

แหล่งข่าว : ไทยโพสต์



   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM