|
ในปัจจุบัน มีชาวต่างชาติอพยพมาใช้แรงงานในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ที่มองเห็นใกล้ๆ ตัวคือ คนต่างชาติในประเทศที่มีแนวชายแดนติดต่อกับประเทศไทย ได้แก่ ชาวพม่า ลาว และเขมร
นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยโดยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ซึ่งมีคนของตนมาทำหน้าที่เป็นผู้บริหารในฐานะกรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นต้น ทั้งนี้ ไม่คิดรวมถึงจำนวนของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในแต่ละปี
แน่นอนว่า จำนวนของคนต่างชาติที่นับวันจะเพิ่มอัตราสูงขึ้น และมีระยะเวลาที่อยู่ในประเทศไทยนานพอสมควร บุคคลดังกล่าวอาจประสบภัยตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม หรือเป็นอาชญากรเสียเอง และบางคนอาจเกี่ยวข้องกับคดีในฐานะเป็นพยาน
ชาวต่างชาติที่เข้ามาเพียงช่วงประเดี๋ยวประด๋าวย่อมไม่มีความเข้าใจในภาษาไทย และพูดภาษาไทยไม่ได้ แต่การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ในชั้นสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง รวมถึงการพิจารณาของศาลกำหนดให้ใช้ภาษาไทย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคหนึ่ง จึงให้การคุ้มครองสิทธิแก่คนต่างชาติที่จะได้รับการจัดหาล่ามและภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศ หรือภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย
กฎหมายกำหนดให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาลต้องจัดหาล่ามให้คนต่างชาติซึ่งเป็นผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลยหรือพยานที่ไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทย และไม่มีล่ามให้โดยมิชักช้า (มาตรา 13 วรรคสี่)
หน้าที่ของล่ามที่แปลคำให้การ คำพยานหรืออื่นๆ นั้น มีว่า ล่ามต้องแปลให้ถูกต้อง ล่ามต้องสาบานหรือปฏิญาณตนว่าจะทำหน้าที่โดยสุจริตใจ จะไม่เพิ่มเติมหรือตัดทอนสิ่งที่แปล และล่ามต้องลงลายมือชื่อในคำแปลนั้นด้วย
ถ้าล่ามไม่ปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น ไม่ได้ลงลายมือชื่อหรือไม่ได้ปฏิญาณตนในคำให้การของผู้ต้องหาที่เป็นคนต่างชาติ ย่อมมีผลให้คำให้การนั้นไม่อาจนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานใช้ยันผู้ต้องหาที่ถูกฟ้องในชั้นพิจารณาของศาลได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 403/2537)
ล่ามนั้นอาจเป็นผู้เสียหายด้วยกันหรือผู้ต้องหาด้วยกันก็ได้ เพราะอาจมีคนต่างชาติบางคนเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน กระทั่งสามารถเจรจาโต้ตอบและฟังภาษาไทยเข้าใจเป็นอย่างดี คำแปลของล่ามที่เป็นคำร้องทุกข์ก็ดี คำให้การของผู้ต้องหาก็ดีจึงชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1760/2532)
มีบางกรณีที่จำเลยให้การรับสารภาพในศาลและศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว จำเลยกลับมาอุทธรณ์อ้างว่าไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทยได้ ความจริงจำเลยประสงค์จะสู้คดีและขอให้ศาลตั้งทนายความให้ ขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่
แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยเป็นคนต่างชาติที่ถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่ในชั้นสอบสวน จำเลยสามารถพูดคุยกับผู้ต้องขังอื่นเป็นภาษาไทยได้ แสดงว่าจำเลยเข้าใจคำฟ้อง คำให้การรับสารภาพของจำเลยกับเรื่องที่จำเลยไม่ต้องการทนายความจึงเป็นไปตามความประสงค์อันแท้จริงของจำเลย จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องใช้ล่ามแปลแต่อย่างใด (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1857/2543)
การคุ้มครองสิทธิแก่คนต่างชาติที่จะต้องจัดหาล่ามให้นี้ หมายถึงคนต่างชาติที่ไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทยได้เท่านั้น การที่คนต่างชาติอ่านและเขียนภาษาไทยไม่ได้ แต่ยังเข้าใจภาษาไทยจึงไม่อยู่ในขอบเขตที่จะต้องจัดหาล่ามให้
อย่างไรก็ดี สิทธิในการได้รับการจัดหาล่ามให้นี้เป็นหลักประกันในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาประการหนึ่ง ที่ให้โอกาสในการต่อสู้คดีแก่จำเลยได้อย่างเต็มที่ ซึ่งแทบทุกประเทศมีกฎหมายรองรับสิทธิเช่นนี้
ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เป็นคนต่างชาติที่ไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทยจึงไม่อาจสละสิทธิข้อนี้ได้
เว้นเสียแต่ กรมราชทัณฑ์จะเร่งปรับพื้นฐานความรู้ความเข้าใจภาษาไทยให้ผู้ต้องขังที่เป็นชาวต่างชาติในเรือนจำเสียแต่เนิ่นๆ.
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ไทยโพส |