| วอลสตรีทเจอร์นัลเอเชีย - นักวิเคราะห์แดนปลาดิบวิตก โครงสร้างตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และระดับราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มสูง อาจส่งให้ระดับภาวะเงินเฟ้อในประเทศเพิ่มสูงเร็วเกินคาด ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปัญหาใหญ่ที่สุดที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นต้องเผชิญคือ ระดับราคาที่ลดต่ำลงมากจนเป็นเหตุให้กิจกรรมทางธุรกิจเกิดภาวะชะงักงัน อย่างไรก็ดี แม้ว่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ระดับราคาผู้บริโภคจะเริ่มขยับสูงขึ้น และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางรัฐบาลก็เพิ่งลบคำว่า "ภาวะเงินฝืด" ออกจากรายงานภาวะเศรษฐกิจประจำเดือนเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ทว่า ระดับราคาผู้บริโภคในปัจจุบันกลับแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย เห็นได้จากดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า กลับเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 0.6% เท่านั้น ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ทำนายไว้ว่า ดัชนีดังกล่าวอาจจะขยับเพิ่มขึ้นแค่ 0.8% เท่านั้นไปจนถึงปลายปีหน้า กระนั้นก็ดี มีนักเศรษฐศาสตร์บางรายเริ่มแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาในทางตรงกันข้ามคือ ระดับภาวะเงินเฟ้อในประเทศอาจเพิ่มสูงขึ้นรวดเร็วกว่าที่คาด จนอาจต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปทั่วโลก การคาดคะเนดังกล่าวมีหลักฐานสนับสนุนอยู่บนพื้นฐานของตลาดแรงงานญี่ปุ่นในปัจจุบันซึ่งกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ ภายหลังจากที่บริษัทในญี่ปุ่นต้องผ่านการปรับโครงสร้างมาเป็นเวลานานหลายปี ทำให้ต้องมีการลดแรงงานลงเป็นจำนวนมาก ปัจจุบัน บริษัทญี่ปุ่นกลับฟื้นตัวดีขึ้นและต่างเร่งขยายธุรกิจกันอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองต่อดีมานด์ภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และรองรับต่อความต้องการสินค้าญี่ปุ่นในตลาดต่างประเทศที่มีอยู่อย่างแข็งแกร่งตลอดมา ดังนั้น บรรดาบริษัทต่างๆพยายามทุกวิถีทางเพื่อดึงดูดพนักงานใหม่ให้เข้ามาทำงาน ดังจะเห็นได้จากอัตราการว่างงานของญี่ปุ่นในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาซึ่งมีเพียง 4% เท่านั้น อันเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี นอกจากนี้ การคาดการณ์ในแง่ลบเกี่ยวกับระดับภาวะเงินเฟ้อนี้ยังมุ่งความสนใจไปที่การเปลี่ยนแปลงเชิงประชากร ซึ่งมีแนวโน้มว่าน่าจะยิ่งทำให้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานหนักข้อยิ่งขึ้น กล่าวคือ เพราะญี่ปุ่นประสบปัญหาอัตราการเกิดลดต่ำลงมาเป็นเวลานาน ดังนั้นจำนวนคนหนุ่มสาวที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานจึงลดน้อยลงตามไปด้วย โดยในปีหน้านี้ คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์กลุ่มแรกที่เกิดช่วงหลังสงครามระหว่างปี 1947-1949 ซึ่งมีจำนวนกว่า 5 ล้านคนของแรงงานทั้งหมด จะถึงกำหนดเกษียณอายุ ก็จะยิ่งทำให้แรงงานในประเทศลดจำนวนลงไปอีก เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดแคลนพนักงานในอนาคต บรรดาบริษัทชั้นนำใหญ่ๆในญี่ปุ่นเริ่มกระบวนการสรรหาพนักงานเป็นการใหญ่ อาทิ ฮอนด้า มอเตอร์ ที่วางแผนเพิ่มจำนวนบัณฑิตจบใหม่ขึ้นเป็น 19% รวม 1,120 คนในปีการเงินหน้า ซึ่งเป็นการเปิดรับสมัครครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 16 ปี หรือแบงก์ ออฟ โตเกียว-มิตซุบิชิ ยูเอฟเจ ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของแดนปลาดิบทั้งในด้านหลักทรัพย์จดทะเบียนและทรัพย์สิน ก็มีแผนที่จะว่าจ้างบัณฑิตจบใหม่ในปีการเงินหน้า เพิ่มขึ้นจากปีนี้กว่า 3 เท่ารวมประมาณ 2,000 คน ด้วยสาเหตุเหล่านี้ทำให้บรรดานายจ้างต้องปรับขึ้นค่าจ้างเพื่อดึงดูดใจพนักงาน และเมื่อมีต้นทุนด้านแรงงานสูงขึ้น บริษัทบางแห่งจึงเริ่มผลักภาระบางส่วนไปยังผู้บริโภคด้วยการขึ้นราคาสินค้า โดยส่วนใหญ่มักเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาพนักงานพาร์ตไทม์หรือพนักงานชั่วคราว เช่น ธุรกิจค้าปลีกหรือร้านอาหาร เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น ราคาสินค้าและบริการต่างๆไม่ว่าจะเป็นกระดาษชำระไปจนถึงบริการซักแห้งและแพ็คเกจท่องเที่ยว ในปัจจุบันก็กำลังปรับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน สืบเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ ด้วยเหตุนี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อว่าระดับภาวะเงินเฟ้อน่าจะเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าที่คาด จึงมองว่า อัตราดอกเบี้ยในประเทศจะต้องถูกปรับขึ้นสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างรวดเร็วแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบีโอเจเคยประกาศไว้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า มีแผนจะควบคุมระดับราคาเพื่อให้ภาวะเงินเฟ้อต่อปีอยู่ระหว่าง 0-2% โอชิไอ นักวิเคราะห์ของมิซุโฮ ซิเคียวริตี้ส์คาดว่า บีโอเจน่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ทุกๆไตรมาสในอีก 2 ปีข้างหน้า หรืออย่างเร็วที่สุดบีโอเจน่าจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมนี้ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นนี้อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้ระดับเงินทุนในระบบเศรษฐกิจโลกลดน้อยลง เพราะที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำมากของญี่ปุ่นถือเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้บรรดานักลงทุนที่มั่งคั่งในญี่ปุ่นพากันไปลงทุนในทรัพย์สินต่างประเทศ ขณะเดียวกัน นักลงทุนในที่อื่นๆทั่วโลกที่ต้องการเก็งกำไรก็พากันเข้ามาขอกู้เงินดอกเบี้ยต่ำในญี่ปุ่น เพื่อนำไปลงทุนในที่ต่างๆเช่นกัน
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ |