เลขาฯ"สปส."อ้าง"รมว.แรงงาน"สั่งเร่งดำเนินโครงการระบบไอที มูลค่ากว่า 2.8 พันล้าน ตั้งเป้าเป็นกระทรวงไฮเทค"อี-เลเบอร์"เชื่อมโยงเครือข่าย 5 กรม เผยผู้เชี่ยวชาญเคยแนะให้ต่อยอดจากฐานเดิม ใช้เงินแค่ 400 ล้าน แต่ไม่เชื่อยังดันให้เป็นโครงการใหญ่
หลังจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับความโปร่งใสและเหมาะสมในการใช้งบประมาณของกองทุนประกันสังคมดำเนินการในโครงการต่างๆ โดยเฉพาะจัดซื้อที่ดินและอาคารวัฏจักรในวงเงิน 500 ล้านบาทที่ถูกมองว่าแพงเกินจริงและมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง นอกจากนี้ ในโครงการปรับเปลี่ยนสิทธิประโยชน์กรณีทำฟันและคลอดบุตรที่ย้ายเงินเหมาจ่ายจากผู้ประกันตนไปให้โรงพยาบาลก็ทำท่าล้มเหลวจนทำให้ สปส.ต้องสูญเงินไปจำนวนมาก จนต้องเตรียมกลับสู่ระบบเดิม ล่าสุด สปส.เตรียมจัดทำโครงการขนาดใหญ่อีกครั้งคือการจัดตั้งระบบข้อมูลสารสนเทศเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน
นายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยว่า สปส.กำลังดำเนินโครงการติดตั้งระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อเชื่อม โยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์กระทรวงแรงงานทั้ง 5 กรม มูลค่า 2,800 ล้านบาท ซึ่งขั้นตอนขณะนี้อยู่ ในระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพิจารณาระบบไอทีของ สปส.ที่มีนายวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นประธาน และมีผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและบริษัทที่ปรึกษาร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งจะพิจารณาในเรื่องเทคนิค งบประมาณ ระยะเวลาการเช่าคอมพิวเตอร์ โดยในด้านเทคนิคผ่านการพิจารณาไปแล้ว จากนั้นมอบหมายให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลเจ้าคุณทหารลาดกระบังเป็นผู้ดำเนินการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง และจะมีการนำเข้าอนุกรรมการไอซีทีของกระทรวงแรงงาน เพื่อเห็นชอบและอนุมัติงบฯจากกรมต่างๆ ตามสัดส่วน โดย สปส.จะใช้งบฯในโครงการนี้มากกว่ากรมอื่น จำนวน 61%
"โครงการนี้เป็นวิสัยทัศน์ในการบริหารกระทรวง เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2538 เพื่อรวบรวม ข้อมูลด้านแรงงานของประเทศที่ทันสมัยที่สุด สามารถบูรณาการข้อมูลทุกกรมเป็นฐานข้อมูลอันเดียวกันเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ความต้องการตำแหน่งงาน จำนวนผู้ต้องการงาน ความสามารถในการทำงานและการคาดการณ์แรงงานในอนาคตซึ่งทำให้กระทรวงแรงงานเป็นกระทรวงที่บริหารงานแบบ อี-เลเบอร์ที่มีความทันสมัย" นายไพโรจน์กล่าว
นายไพโรจน์กล่าวด้วยว่า โครงการนี้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงาน เร่งรัดให้ สปส.ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 1-2 ปีนี้ ซึ่งจะเป็นหน้าตาของกระทรวงยุคใหม่ที่บริหารงานแบบรวดเร็วและทันสมัย ทั้งนี้ การที่ สปส.ต้องดำเนินการเนื่องจาก สปส.มีระบบการบริหารแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว สำหรับสถานที่ตั้งของโครงการนี้ได้กำหนดศูนย์กลางที่กระทรวงแรงงาน และมีศูนย์สำรองฉุกเฉินที่อาคารวัฏจักร เขตตลิ่งชัน ทั้งนี้ ในเบื้องต้นโครงการดังกล่าวจะเปิดให้บริษัทเป็นผู้ดำเนินการระยะเวลา 5 ปี หลังจากนั้น เมื่อครบสัญญากระทรวงจะเข้าไปดำเนินการเอง
รายงานข่าวแจ้งว่า แม้ว่าโครงการติดตั้งระบบติดตั้งระบบข้อมูลสารสนเทศฯจำนวน 2,800 ล้านบาทจะมีแนวคิดเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2538 แต่ก็ถูกรัฐบาลในอดีตให้ชะลอโครงการไปก่อน เนื่องจาก มีมูลค่าสูงและไม่คุ้มค่ากับการลงทุนจนมีการปัดฝุ่นโครงการนี้อีกครั้ง โดยมีนายธนชล สุริยนาคางกูล รองเลขาธิการ สปส.เป็นผู้เสนอโครงการด้วย ตนเอง ขั้นตอนขณะนี้ได้ผ่านการรับหลักการของอนุกรรมการกลั่นกรองฯที่มีนายวุฒิพงษ์เป็น ประธานไปแล้ว แต่เนื่องจากโครงการนี้มีมูลค่าสูง จึงต้องผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการไอซีทีของ สปส. และกระทรวงแรงงาน ก่อนจะนำเข้าอนุมัติในบอร์ด สปส.
ข่าวแจ้งว่า ในช่วงที่นายธนชลเสนอโครงการดังกล่าวขึ้นมาใหม่ได้มีผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไอทีของ สปส.ท้วงติงว่า หาก สปส.จะดำเนินการติดตั้งระบบข้อมูลสารสนเทศ ที่มีความทันสมัยและเชื่อมโยงข้อมูลด้านแรงงานทั้ง 5 กรม สามารถดำเนินการได้โดยการต่อยอดจากระบบฐานข้อมูลของ สปส.ที่มีอยู่และใช้งบประมาณเพียง 400 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงการให้บริการถึงฐานข้อมูลแรงงานนอกระบบ 15 ล้านคนด้วย แต่ปรากฏว่าข้อเสนอดังกล่าวถูกปัดตกไป เนื่องจากผู้ใหญ่ใน สปส.ต้องการให้โครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ มีความทันสมัยที่สุดในประเทศและเป็นแม่แบบของเทคโนโลยีเชื่อมต่อกับการบริหารงานรูปแบบอี-เลเบอร์
ข่าวแจ้งว่า โครงการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก เนื่องจากเป็นการนำเงินกองทุนประกันสังคมมา ใช้เป็นส่วนใหญ่ โดยกรมต่างๆ ในสังกัดกระทรวงแรงงานร่วมลงขันเล็กน้อย ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วควรใช้งบประมาณจากภาครัฐเป็นผู้จัดสรร นอกจากนี้ มีการวิจารณ์กันมากกว่ามีผู้บริหารบางคนสนิทสนมกับบริษัทคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่งเป็นพิเศษ จึงพยายามผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จ
ข่าวแจ้งว่า สำหรับโครงการจัดหาและดำเนินการระบบงานคอมพิวเตอร์สารสนเทศแรงงานนี้ ระบุรายละเอียดว่า ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 2,897,735,651 บาท ประกอบด้วย ค่าเช่าสำหรับการจัดหาและปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ระบบและอุปกรณ์ประกอบ 1,728,340,312 บาท ค่าบริหารจัดการและการดูแลรักษาศูนย์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ 579,538,750 บาท และค่าพัฒนาและดูแลรักษาระบบงานสารสนเทศ 589,856,589 บาท โดยเป็นโครงการต่อเนื่อง 5 ปี ปีละ 579,547,130 บาท
แหล่งข่าว : เครือมติชน