|
ลูกจ้างเตรียมฟ้องศาลปกครอง สปส.มั่วใช้เงินเชลียร์การเมือง
|
| องค์กรลูกจ้างเตรียมฟ้องศาลปกครอง เอาผิด “บิ๊กประกันสังคม” ตั้ง 3 ข้อหาใหญ่บริหารเงินกองทุนฯผิดกฎหมาย-สนองนักการเมือง ทั้งอนุมัติ 16 ล้านบาททำบัตรส่วนลดซื้อสินค้า ควัก 1 ล้านทำเสื้อแจกวันแรงงานแห่งชาติ และใช้เงิน 20 ล้านรณรงค์ปราบยาเสพติดสมัย ็สุวัจนิ์ แถมมีวาระซ่อนเร้นงุบงิบอนุมัติเพิ่มค่าหัวคลอดบุตรเอื้อ รพ.เอกชน จี้ยกเลิกทันที น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า ผู้ใช้แรงงานจับตาการใช้เงินประกันสังคมหลายครั้งโดยเฉพาะกรณีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อลูกจ้างและนายจ้างโดยกลุ่มจะได้หารือกับสภาทนายความแห่งประเทศไทยเพื่อเตรียมฟ้องต่อศาลปกครองต่อไปในประเด็น ดังนี้ คือ 1.กรณีบอร์ดประกันสังคมอนุมัติเงิน 16 ล้าน ทำบัตรส่วนลดซื้อสินค้า 2.การอนุมัติ 1 ล้านบาททำเสื้อแจกภายในงานวันแรงงานแห่งชาติ 3. การใช้เงิน 20 ล้าน เพื่อรณรงค์ปราบยาเสพติด สมัยนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นรมว.แรงงาน ทั้งนี้ ทางฝ่ายกฎหมายมีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า ทำผิดกฎหมายประกันสังคม ที่พ.ร.บ.ประกันสังคมกำหนดเงื่อนไขการใช้เงินเพื่อสิทธิประโยชน์ 7 กรณีตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งกองทุน หรือใช้เพื่อบริหารงานสำนักงานที่กฎหมายกำหนดให้ใช้ไม่เกิน 10 % ของเงินสมทบ ที่ต้องจ่ายเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ เงินเดือนลูกจ้าง เป็นต้น เพื่อในการบริหารงาน แต่การใช้เงินในกรณีดังกล่าวไม่เข้าข่าย อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ในวันที่ 4 มิ.ย.2549 จะได้รวบรวมประเด็นปัญหาการบริหารงานที่ไม่โปร่งใสของประกันสังคมทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาได้ขอให้ประกันสังคมชี้แจงรายละเอียดการบริหารเงินกองทุน และค่าใช้จ่าย รวมถึงการลงทุนในบริษัท มหาชนต่างๆ ที่ประกันสังคมเข้าไปซื้อหุ้น น.ส.วิไลวรรณกล่าวอีกว่า การฟ้องศาลปกครองครั้งนี้เพื่อต้องการบรรทัดฐานเพราะลูกจ้างทนไม่ได้กับการใช้เงินของประกันสังคมที่ผู้บริหารอนุมัติใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อสนองนักการเมืองและผลประโยชน์มากกว่าผลประโยชน์ของลูกจ้างผู้ประกัน กระทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของเงินเสียเอง ทั้งๆ ที่จริงแล้วเงินเหล่านี้เป็นเงินสมทบของลูกจ้าง และนายจ้าง ทั้งนี้ เชื่อมั่นใจว่าแนวทางนี้จะสามารถหยุดยั้งและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นกับการบริหารใช้เงินกองทุนประกันสังคมได้ ส่วนความคืบหน้ากรณี สปส.เตรียมให้บอร์ดประกันสังคมอนุมัตินำเงินมาใช้ในโครงการคูปองยังชีพ 400 บาท เพื่อช่วยเหลือคนงานที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 7,000 บาทนั้น นายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ เลขาธิการ สปส. กล่าวว่า ตามหลักการแล้ว สปส.เห็นด้วยแต่เมื่อมีเสียงคัดค้าน ก็พร้อมที่จะทบทวน อย่างไรก็ตามได้นำเรื่องดังกล่าวเรียนให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ให้ทราบว่ากฎหมายไม่เปิดช่องให้กระทำเช่นนั้นได้ ถ้าทำก็เข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ก็เข้าใจไม่ว่าอะไร แต่มอบหมายให้กระทรวงแรงงานไปคิดระบบใหม่โดยใช้เงินของรัฐบาลที่ฝากไว้กับสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อนำมาจ่ายให้กับคนงานแทน ด้านนายบรรจง บุญรัตน์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย ในฐานะอนุกรรมการสิทธิประโยชน์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการแพทย์ สำนักงานประกันสังคม(สปส.) มีมติเพิ่มเงินอีก 1,600 บาท ในกรณีคลอดบุตรให้กับโรงพยาบาลที่เข้าโครงการประกันสังคมว่า เรื่องนี้ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมของอนุกรรมการสิทธิประโยชน์ ซึ่งโดยส่วนตัวไม่เห็นด้วย และเชื่อว่าคณะกรรมการบริหารประกันสังคม ที่มีผู้แทนของฝ่ายลูกจ้างก็จะไม่ยอมเช่นกัน ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สปส.ได้เหมาจ่ายค่าคลอดบุตรให้กับโรงพยาบาลหัวละ 12,000 บาทต่อการทำคลอดผู้ใช้สิทธิประกันตน ซึ่งผลประโยชน์จะตกอยู่กับโรงพยาบาลทั้งหมด เพราะจากสถิติที่ผ่านมามีผู้ใช้สิทธิคลอดบุตรเพียง 2.5 แสนคน “ระบบใหม่นี้มีค่าใช้จ่ายสูงร่วม 4,000 ล้านบาท ขณะที่ระบบเดิมที่จ่ายให้กับลูกจ้างโดยตรง ใช้เพียง 1,000 ล้านบาท ซึ่งเห็นว่าระบบใหม่ใช้เงินสูงถึง 3,000 ล้านบาท และถือเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ทั้งๆ ที่ความจริงสามารถนำเงินส่วนนี้กลับมาทำประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนได้มากกว่าเดิมแทนที่จะสิ้นเปลืองไปกับเรื่องนี้เรื่องเดียว และแทนที่จะจ่าย12,000 บาทต่อการคลอด 1 ครั้งแล้ว กลับยังมีปัญหามีการเรียกค่าใช้จ่ายกับลูกจ้างที่ใช้บริการอีก ซึ่งเรื่องนี้เราได้รับการร้องเรียนกับลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงานจึงจะร่วมกันผลักดันให้มีการเปลี่ยนวิธีการให้บริการในเรื่องคลอดบุตรให้กลับมาใช้วิธีเดิมที่จ่ายเงินค่าคลอดบุตรให้ลูกจ้างโดยตรง ประโยชน์จะตกกับลูกจ้างที่จะดีกว่าที่ประโยชน์จะตกแก่โรงพยาบาล” แหล่งข่าวในคณะกรรมการการแพทย์ กล่าวว่า โรงพยาบาลเอกชนที่เข้าโครงการประกันสังคมได้เสนอต่อคณะกรรมการการแพทย์ให้พิจารณาปรับเพิ่มเงิน 1,600 บาทในการดูแลทารกแรกคลอด ทั้งนี้การเซ็นสัญญาที่ประกันสังคม เหมาจ่ายรายหัวค่าคลอดบุตร 12,000 บาท ที่โรงพยาบาลจะต้องให้บริการตั้งแต่ฝากครรภ์ คลอดและบริบาลทารกนั้น โรงพยาบาลเอกชนที่เข้าโครงการให้เหตุผลยังไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายในเรื่องบริบาลทารก ที่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ 500-600 บาทต่อวัน เฉลี่ยดูแลทารก 3 วัน จึงขอเพิ่มเงินรวม 1,600 บาท จึงขอให้ประกันสังคมจ่ายเพิ่ม ซึ่งในเรื่องนี้คณะกรรมการการแพทย์ได้มีการตรวจสอบถึงสัญญา และคำนวณเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยคณะกรรมการแพทย์ยอมรับว่าค่าใช้จ่ายในการเหมาจ่ายไม่ได้รวมค่าบริบาลทารก คณะกรรมการการแพทย์มีมติเห็นชอบให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายเพิ่ม ทั้งนี้ การปรับเงินเพิ่มนี้เป็นผลจากการผลักดันของคณะกรรมการการแพทย์บางคนที่มีความเกี่ยวพันกับรพ.เอกชน โดยการแก้ระเบียบดังกล่าวได้ผ่านการอนุมัติจากบอร์ดการแพทย์เรียบร้อยแล้วรอเพียงการประกาศใช้เท่านั้น นอกจากนั้น โรงพยาบาลเอกชนยังได้ขอเพิ่มค่าบริการในกรณีที่การคลอดนั้นไม่ปกติ โดยเรียกเงินเพิ่มอีก 1 หมื่นบาท แต่ในเรื่องนี้คณะกรรมการการแพทย์ยังไม่มีมติแต่อย่างใด เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล จะก่อให้เกิดการทักท้วง และคัดค้านจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานอย่างแน่นอน รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า บอร์ดประกันสังคมเตรียมยกเลิกสัญญาเหมาจ่ายค่าคลอดบุตรให้กับโรงพยาบาลในเดือนธันวาคม 2549 เพื่อให้มีผลในเดือนมกราคม 2550 เพื่อให้สปส.กลับมาใช้ระบบเดิมคือการจ่ายค่าคลอดบุตรให้กับผู้ใช้สิทธิโดยตรงจำนวน 6,000 บาท และจะเพิ่มให้อีก 10,000 บาท รวม 16,000 บาทแทน โดยที่จะหยิบยกผลการวิจัยที่ผู้ประกันตนส่วนใหญ่ต้องการให้สิทธิคลอดบุตรในระบบเดิมมาเป็นเหตุในการยกเลิก ซึ่งขณะนี้สปส.พยายามที่รวบรวมงานวิจัยให้มีคุณภาพและมีเหตุผลมากพอที่จะยกเลิกสัญญาเหมาจ่าย
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
|
SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM
|
|