แรงงานต่างด้าวเข้าประกันสังคม : SIAMHRM.COM

แรงงานต่างด้าวเข้าประกันสังคม


    

สปส.ฟันธงเอาแน่ เก็บเงินประกันสังคมจับกังต่างด้าวนับแสนคน เผยรัฐไทยต้องควักเงินสมทบให้สูงถึงปีละ 1,000 ล้านบาท ด้านกรมการจัดหางานไม่เห็นด้วย แต่หมดสิทธิค้าน คาด มิ.ย. ขั้นตอนแล้วเสร็จ ขณะที่ “อภิสิทธิ์” ขายแนวคิดประกันสังคมสูตรใหม่ 1+1ลดภาระ 30 บาทรักษาทุกโรค หวั่นรัฐบาลฮุบ ด้าน “โฆษก ปชป.ได้ที่เสนอ 4 วาระแห่งชาติวันเมย์เดย์ ตอก 5 ปี “ทักษิณ” นำแรงงานไทยไปสู่ความว่างเปล่า เหตุเปลี่ยนตัว รมต.-ปลัด บ่อยเกินไป “ชิดชัย” ไม่รับปากขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหรือไม่ ระบุมีคณะกรรมการค่าจ้างดูแลอยู่แล้ว “เอแบคโพลล์” ระบุผลสำรวจแรงงานไทยยังไม่พอใจเงินเดือนจากนายจ้าง ระบุไม่เป็นธรรม เกินครึ่งยังชอบเล่นหวย แต่คิดว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิตแบบพอเพียง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 เม.ย. พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ยุติธรรม ในฐานะรักษาการนายกรัฐ มนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ภาคแรงงานเตรียมเรียกร้องให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 233 บาท ในวันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค. นี้ว่า เรื่องนี้มีคณะกรรมการพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว ซึ่งทุกอย่างมีขั้นตอนที่จะดูแลและพิจารณาตามสภาวะเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน ตนคงตอบแทนไม่ได้ว่าจะมีการปรับ หรือไม่ปรับ ส่วนเรื่องผู้ใช้แรงงานต้องการให้ภาครัฐดูแลความปลอดภัยในการทำงานมากขึ้นนั้น จุดนี้รัฐบาลพยายามเข้าไปดูแลอยู่แล้ว สำหรับ การจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ตนได้มอบหมายให้ รมว.แรงงาน ไปร่วมงานแทน คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร สำหรับราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ทางกระทรวงพาณิชย์ก็ดูแลอยู่แล้ว ที่มีข่าวว่าสินค้าบางประเภทโดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นราคาไปล่วงหน้านั้นก็ไม่น่าจะใช่ เพราะมีเจ้า หน้าที่คอยตรวจสอบดูแลอยู่ตลอดเวลา

ด้านนายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ เลขาธิ การสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงกรณี สปส.เตรียมนำ พ.ร.บ.ประกันสังคมมาบังคับใช้เพื่อเก็บเงินสบทบจากแรงงานต่างด้าวหลายแสนคนว่า ยืนยันว่า สปส.ต้องเดินหน้าเรื่องนี้แน่นอน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณากฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อผ่านแล้วจะนำเข้าที่ประชุม ครม.อนุมัติได้ในทันทีที่ มีการเปิดประชุมสภา ส่วนที่กังวลว่ารัฐบาลจะรับภาระโดยนำงบประมาณมาจ่ายสมทบให้กับแรงงานต่างด้าวนั้น สปส. ก็กลัวเหมือนกัน เพราะที่ผ่านมารัฐยังค้างเงินสมทบให้กับผู้ประกันตน อีกหลายพันล้านบาท ทั้งนี้งบประมาณที่รัฐต้องนำจ่ายเงินสมทบให้กับแรงงานต่างด้าวที่ทำงานในไทยคาดว่ามีจำนวนหลายแสนคน ในอัตราคนละ 2.75% ของค่าจ้างคิดเป็นเงินปีละ 1,000 ล้านบาท

เลขาฯ สปส.กล่าวต่ออีกว่า "ที่ผ่านมาเราหลับตามานานแล้ว ทั้งที่กฎหมายบังคับให้เก็บเงินสมทบแรงงานต่างด้าว แต่เมื่อรัฐใช้นโยบายขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมาย จึงเป็นโอกาสดีที่จะเดินหน้าเพราะไม่อาจละเว้นข้อกฎหมายได้ ซึ่งสิทธิประโยชน์ที่แรงงานต่างด้าวจะได้รับจากการจ่ายเงินสมทบไม่แตกต่างกับคนไทย แม้ว่าจะมีหนังสือเดินทางอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยได้ 1-2 ปี ก็ได้สิทธิครบทุกประการ เช่น สิทธิประโยชน์ชราภาพหากมีหลักฐานครบถ้วน สปส.พร้อมจ่ายเงินให้ในรูปบำเหน็จอยู่แล้ว

ส่วนนางศศิวรรณ อนันตกูล รองเลขา ธิการ สปส. กล่าวว่า ขณะนี้ สปส.ดำเนินการเก็บเงินสบทบกับแรงงานลาวในอัตรา 5% เท่ากับแรงงานไทยเรียบร้อยแล้ว ส่วนแรงงานพม่าและกัมพูชา ต้องรอให้มีการทำข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลทั้งสองประเทศให้เสร็จก่อน อย่างไรก็ตามกรณีที่มีกระแสคัดค้านว่า แรงงานที่ถูกเรียกเก็บเงินสมทบอาจได้รับสิทธิประโยชน์ ไม่เท่าเทียมกับคนไทย เพราะในกรณีที่แรงงานต่างด้าวเดินทางกลับประเทศจะไม่ได้รับเงินในกรณีชราภาพนั้น สปส. กำลังดำเนินการแก้ไขอุปสรรคข้อนี้อยู่ อย่างไรก็ตามตราบใดที่มีหลักฐาน ว่าเป็นแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกกฎหมายและนายจ้างส่งรายชื่อมายัง สปส. ก็จะรับเป็นผู้ประกันตนทันที เสียงคัดค้านที่เกรงว่ารัฐบาลไทยจะนำงบประมาณไปอุ้มแรงงานต่างชาติ เพราะต้องจ่ายเงินสมทบให้ส่วนหนึ่ง จริงแล้ว สปส. ก็ไม่อยากเก็บแต่เป็นกฎหมายจึงต้องทำ หากรัฐบาลไม่อยากเก็บก็คงต้องแก้กฎหมายต่อไป

ขณะที่นายวสันต์ สาทร ผอ.สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน กล่าวว่า แม้กรมการจัดหางานจะไม่เห็นด้วย แต่คงหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นกฎหมายประกันสังคม ถ้าแรงงานเข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมาย โดยผ่านการ พิสูจน์สัญชาติ ผ่านการรับรองเอกสารและทางการไทยจะออกวีซ่า ใบอนุญาตการทำงาน ด้วยเหตุ นี้แรงงานที่เข้าเมืองถูกกฎหมายจึงต้องจ่ายเงินสมทบตามที่กฎหมายกำหนด ขณะเดียวกันนายจ้างและรัฐบาลต้องจ่ายเงินสมทบเช่นกัน ทั้งนี้จะเรียกเก็บเงินสมทบเฉพาะแรงงานประเภทกรรมกรซึ่งขณะนี้มีตัวเลขแล้ว 100,000 คน ส่วนแรงงานคนรับใช้ในบ้านจะให้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากการประกันสุขภาพ โดยขั้นตอนทั้งหมดจะทยอยดำเนินการให้เสร็จภายในวันที่ 30 มิ.ย.นี้

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงระบบประกันสุขภาพว่า สิ่งที่เสนอมาตลอดคือมีวิธีทำได้ดีกว่าที่ 30 บาทรักษาทุกโรคทำมา นั่นคือให้ขยายระบบประกันสังคมออกไปอีก เพราะระบบของ สปส. โดยพื้นฐานแล้วเป็นระบบที่ดี เพราะมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ที่ผ่านมาก็พอมีเงินเหลือ ถ้าขยายให้ครอบคลุมคนเพิ่มขึ้นก็จะช่วยลดภาระของ 30 บาทได้ และระบบประกันสุขภาพไม่ควรทำให้ระบบใหญ่มีอยู่เพียงระบบเดียว แต่ควรให้มีการแข่งขัน แต่หลักสำคัญของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าต้องให้คนกล้าเดินไปโรงพยาบาล

"ตอนที่รัฐบาลเสนอกฎหมาย 30 บาทผมเคยเสนอว่าให้ประชาชนมีสิทธิเลือกเพราะไม่ถูกต้องเท่าไหร่ ทำไมบางคนต้องถูกบังคับจ่ายเงินสมทบ แต่รัฐบาลไม่เอา ตอนนี้ทั้งสองระบบมีความแตกต่างกันพอสมควร การพยายามให้ 30 บาทมายึดระบบประกันสังคมและการรักษาระบบสวัสดิการราชการเป็นเรื่องอันตรายพอสมควร" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ตนเคยเสนอว่า ทำไมในส่วนของ สปส.ไม่ใช้ระบบหนึ่งบวกหนึ่ง นั่นคือตอนนี้มีผู้ประกัน ตนอยู่ประมาณ 8.4 ล้านคน ถ้าขยายสิทธิให้ผู้จ่ายเงินสมทบได้ครอบคลุมไปยังอีกคนหนึ่งที่ผู้ประกันตนต้องการ เพื่อให้มีสิทธิรักษาพยาบาล ก็จะทำให้ระบบ สปส.คลุมไปอีก 8 ล้านคน ซึ่งหมายถึงสามารถดึงคน 8 ล้านคนนี้มาจาก 30 บาท และถือว่าเป็นการเอาเงินประกันสังคมมาแบ่งเบาภาระโดยไม่กระทบสิทธิของผู้ประกันตน ซึ่งดีกว่าการที่รัฐบาลจะไปยึดเอาเงินกองทุนประกันสังคมมาดื้อ ๆ

ส่วนนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนโยบายแรงงานของรัฐบาล "ทักษิณ 1" และ "ทักษิณ 2" ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาว่า เป็นนโยบายที่นำพาแรงงานไปสู่ความว่างเปล่า และพบความล้มเหลวใน 4 ด้าน คือ 1.ด้านนโยบายที่ไม่สามารถนำไปสู่ทางปฏิบัติได้ในหลายกรณีนำไปสู่ภาวะที่รุนแรง เช่น แรงงานไทยก่อเหตุประท้วงที่ประเทศไต้หวัน 2.การจัด บุคลากรระดับการเมืองและข้าราชการประจำ มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย เนื่องจากเหตุผลทางการเมือง 3.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชัน ในเรื่องการจัดส่งแรงงาน และกินค่าหัวคิวแรงงาน 4.ด้านการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทย

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นในวันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค. 49 นี้ พรรคประชาธิปัตย์ขอเสนอวาระแห่งชาติด้าน แรงงานจำนวน 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.เร่งพัฒนาฝีมือแรงงาน ลดหย่อนภาษีในการเดินทางไปต่างประเทศ รวมถึงจัดสรรงบประมาณและพัฒนาบุคลากรให้พอเพียงและมีศักยภาพ 2.สร้างนวัต กรรมใหม่ในการบริหารไตรภาคี รวมทั้งสามารถตรวจสอบเงินกองทุนประกันสังคมให้มีความโปร่งใส สมาชิกประกันสังคมสามารถตรวจสอบได้ 3.ปฏิรูประบบการจัดหางานทั้งในและต่างประเทศใหม่ 4.ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ทั้งรายได้ ที่อยู่อาศัย ความรู้ สันทนาการในด้าน ต่าง ๆ เป็นต้น

ขณะที่สำนักวิจัยเอแบคโพล ม.อัสสัม ชัญเผยผลสำรวจเรื่องแรงงานไทยกับการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง กรณีศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มผู้ใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม กับประชาชนทั่วไปในเขต กท. และปริมณฑล จำนวน 1,667 คน ระหว่างวันที่ 26-29 เม.ย. 49 โดย 72.4% ระบุวันแรงงานเป็นวันที่มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ 27.6% ระบุไม่สำคัญ ส่วนความคิดเห็นเรื่องเงินเดือนที่ได้รับจากนายจ้างพบว่าผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ 55% ระบุว่ายังไม่เป็นธรรม ขณะที่ 45% ระบุว่าเป็นธรรมแล้ว ซึ่งตรงกันข้ามกับผลสำรวจในกลุ่มประชาชนทั่วไปที่พบว่าส่วนใหญ่ 58.6% ระบุว่าเงินเดือนที่ได้รับเป็นธรรมแล้ว ส่วน 41.4% ตอบว่ายังไม่เป็นธรรม

เมื่อสอบถามถึงการใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ผลสำรวจพบว่าทั้งกลุ่มผู้ใช้แรงงานและประชาชนทั่วไป 65.0% และ 63.5% คิด ว่ากำลังใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ขณะที่ 11.5% ของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และ 12.2% ของประชาชนทั่วไป ไม่ได้คิดว่ากำลังใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง แม้ส่วนใหญ่ในทั้งสองกลุ่มระบุว่ากำลังใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง แต่เมื่อดูตัวชี้วัดทัศนคติและการใช้ชีวิตพบว่า กลุ่มผู้ใช้แรงงานและกลุ่มประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่มีทัศนคติและการใช้ชีวิตที่ไม่ได้สอดคล้องกับดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจพอเพียงหลายตัว เช่น ส่วนใหญ่ 64.0% ของกลุ่มผู้ใช้แรงงานยังคงซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือหวยใต้ดินอยู่ ซึ่งมีสัดส่วนที่สูงกว่าจำนวนกลุ่มประชาชนทั่วไป 56.8% ที่เคย ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือหวยใต้ดินในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยมีเพียง 24.7% ของกลุ่มผู้ใช้แรงงานและ 31.0% ของประชาชนทั่วไปที่ระบุว่า มีเงินเก็บออม

นอกจากนี้ ทัศนคติที่เป็นตัวบั่นทอนเศรษฐกิจแบบพอเพียง ผลสำรวจพบว่าทั้งผู้ใช้แรงงานและประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่ 68.1% และ 70.5% คิดว่าการแข่งขันเพื่อเอาชนะทางธุรกิจสู่ความร่ำรวยเป็นเรื่องปกติธรรมดา และ 66.3% ของผู้ใช้แรงงาน และ 60.6% ของประชาชนทั่วไปคิดว่า การทุจริตคอร์รัปชันในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเป็นเรื่องปกติธรรมดาเช่นกัน

ส่วนสวนดุสิตโพล ม.ราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นเรื่องปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมไทยในสายตาเเรงงานไทย จากเเรงงานรับจ้างทั้งสิ้น 3,279 คน ผลสรุป เรื่องปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบันในสายตาผู้ใช้เเรงงาน โดย 42.39% ระบุความวุ่นวาย/เเตกเเยกทางการเมืองเป็นอันดับหนึ่ง ส่วน 22.32% ระบุการกอบโกยผลประโยชน์ของนักการเมือง/คอร์รัปชัน เเละ อื่น ๆ ส่วนเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ อันดับหนึ่ง 45.53% เห็นว่าค่าจ้าง/เงินเดือน/สวัสดิการต่ำไม่พอใช้จ่าย ส่วน 25.04% ระบุปัญหาหนี้สิน สุดท้ายปัญหาสังคม ผู้ใช้เเรงงานส่วนใหญ่ระบุ 44.16% เป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้เเรงงานโดยเฉพาะเเรงงานเด็กเเละสตรี ส่วน 22.45% เห็นว่าเป็นเรื่องความไม่ปลอดภัยในชีวิตเเละทรัพย์สิน อาชญากรรม.

 

แหล่งข่าว : เดลินิวส์



   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM