สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ชี้แจงผู้ประกันตนหญิงตั้งครรภ์ ใช้สิทธิกรณีคลอดบุตรเข้า รพ. ตามสิทธิฯ ให้ความคุ้มครองตั้งแต่ฝากครรภ์ คลอดบุตร และบริบาลทารกหลังคลอดเฉพาะทารกที่ไม่มีความผิดปกติเท่านั้น หากคลอดรพ.อื่นนำสูติบัตรมาเบิกค่าคลอดได้ 6,000 บาทเหมือนเดิม
นายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ชี้แจงกรณีคลอดบุตร ว่า “สำนักงานประกันสังคมให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพความปลอดภัยของแม่และเด็กเป็นหลัก จึงขอย้ำว่าผู้ประกันตนหญิงควรเข้ารับการฝากครรภ์และคลอดบุตรในโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ของตนจะดีที่สุด เนื่องจากหากเกิดโรคแทรกซ้อนหรืออุบัติเหตุระหว่างการตั้งครรภ์สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลโดยใช้สิทธิฯได้ทันที เพราะโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ จะมีประวัติการฝากครรภ์ ประวัติการเจ็บป่วย และเวชระเบียนของผู้ประกันตนอยู่แล้ว จึงง่ายในการตรวจและวินิจฉัยโรคของแพทย์
ตามประกาศหลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร กำหนดให้ผู้ประกันตนหญิงฝากครรภ์และคลอดบุตรที่โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ของตนเองหรือสามี (กรณีเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่) โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ยกเว้นค่าใช้จ่ายในด้านบริการพิเศษอื่น ๆ ที่มิใช่บริการทางการแพทย์กรณีคลอดบุตร และผู้ประกันตนหญิงยังสามารถใช้สิทธิยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร โดยจะได้รับในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน หากผู้ประกันตนชายยื่นขอใช้สิทธิกรณีคลอดบุตรจะไม่ได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร ทั้งนี้มีเงื่อนไขในการใช้สิทธิ คือ ผู้ประกันตนที่ขอใช้สิทธิ ต้องจ่ายเงินสมทบในส่วนกรณีคลอดบุตรมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการคลอดบุตร และสามารถใช้สิทธิได้คนละ 2 ครั้ง
นอกจากสำนักงานประกันสังคมจะให้ความคุ้มครองตั้งแต่การฝากครรภ์ การคลอดบุตร และให้การบริบาลทารกแรกเกิดแล้ว หากเกิดเหตุสุดวิสัยผู้ประกันตนหญิงไม่สามารถคลอดบุตรที่โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ของตนหรือสามีได้ จะต้องสำรองจ่ายไปก่อนและสามารถยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณี คลอดบุตรได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิ โดยยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส. 2-01) พร้อมสำเนา สูติบัตรของบุตร และสำเนาทะเบียนสมรส หรือกรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรสให้ใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนสมรสแทน สามารถติดต่อขอรับได้ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ / จังหวัด หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506
แหล่งข่าว : ก.แรงงาน /29 มี.ค. 49