สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เตือนผู้ประกันตนหญิงตั้งครรภ์ คิดถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เน้นฝากครรภ์และคลอดที่โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลของตนก่อน ยกเว้นสุดวิสัยจริง ๆ จึงไปคลอดโรงพยาบาลอื่น
นายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า “ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 ที่ผ่านมา สำนักงานประกันสังคมประกาศให้ผู้ประกันตนหญิงสามารถฝากครรภ์และคลอดบุตรในโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯของผู้ประกันตนหญิงเองหรือคลอดที่โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ของสามี (กรณีเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่) ได้ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือหากเกิดเหตุสุดวิสัย ไม่สามารถไปคลอดในโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ก็สามารถไปคลอดที่โรงพยาบาลอื่นได้ โดยสำรองจ่ายไปก่อนแล้วนำมาเบิกได้ค่าคลอดในอัตราเหมาจ่าย 6,000 บาท เช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม สำนักงานประกันสังคมให้ความสำคัญของการดูแลรักษาสุขภาพความปลอดภัยของแม่และเด็กเป็นหลัก จึงขอย้ำว่าผู้ประกันตนหญิงควรเข้ารับการฝากครรภ์และคลอดบุตรในโรงพยาบาลตามบัตร รับรองสิทธิ์ฯของตนจะดีกว่า เนื่องจากหากเกิดโรคแทรกซ้อนหรืออุบัติเหตุระหว่างการตั้งครรภ์ จะสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้โดยใช้สิทธิฯได้ทันที ทั้งนี้เพราะโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ จะมีประวัติการฝากครรภ์ ประวัติการเจ็บป่วย และเวชระเบียนของผู้ประกันตนอยู่แล้ว จึงง่ายในการตรวจและวินิจฉัยโรคของแพทย์เพื่อทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที โดยผู้ประกันตนจะได้รับความปลอดภัยทั้งแม่และลูก นอกจากนี้เมื่อผู้ประกันตนคลอดบุตรออกมาแล้วทารกเกิดความผิดปกติ โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯจะให้ในการดูแลรักษาครอบคลุมถึงการบริบาลทารกแรกเกิดด้วย ซึ่งถ้าหากผู้ประกันตนหญิงไม่ได้คลอดบุตรที่โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯของตนหรือสามี ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากความผิดปกตินี้ ผู้ประกันตนจะต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงมาก”
ผู้ประกันตนที่ใช้สิทธิกรณีคลอดบุตรได้นั้น ต้องจ่ายเงินสมทบในส่วนกรณีคลอดบุตรมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการคลอดบุตร และมีสิทธิได้รับคนละ 2 ครั้ง ถึงแม้ผู้ประกันตนหญิงจะคลอดบุตรที่โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ์ฯของตนเองหรือสามี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แล้ว ผู้ประกันตนหญิงยังสามารถใช้สิทธิยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรได้อีกด้วย โดยจะได้รับในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน
ทั้งนี้ ผู้ประกันตนต้องยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิ โดยยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส.2-01) พร้อมสำเนาสูติบัตรของบุตร และสำเนาทะเบียนสมรส หรือกรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรสให้ใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนสมรสแทน สามารถติดต่อขอรับได้ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ / จังหวัด หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ