ทีดีอาร์ไอแนะขยายสิทธิประกันสังคมถึงลูกเมีย : SIAMHRM.COM

ทีดีอาร์ไอแนะขยายสิทธิประกันสังคมถึงลูกเมีย




นักวิชาการทีดีอาร์ไอ เสนอขยายสิทธิรักษาพยาบาลกองทุนประกันสังคม ครอบคลุมถึงภรรยาและลูก เพื่อลดภาระโครงการ 30 บาท หลังพบว่า รพ.ส่วนใหญ่ยังประสบภาวะขาดทุน ขณะที่ สวปก. แฉ รพ.จัดทำบัญชีซ่อนปัญหาหนี้สิน เหตุระดับนโยบายสั่งต้องไม่เจ๊ง

วานนี้(26 ม.ค.) รศ. น.พ.จิรุตน์ ศรีรัตนบัลล์ นักวิจัย สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) และ ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง นักวิชาการสถาบันเพื่อการวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมแถลงข่าว 4 ปี 30 บาท บทเรียนที่รัฐบาลต้องทบทวน หลังพบว่ายังคงประสบปัญหางบประมาณไม่พอ พร้อมเสนอทางออก

รศ.นพ.จิรุตน์ เปิดเผยถึงความสำเร็จของโครงการ 30 บาทที่ผ่านมา คือสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาสุขภาพของครัวเรือนลงได้ จากเดิมในกลุ่มคนจนที่เคยจ่ายค่ารักษาพยาบาลถึง 8.1% ของรายได้ครัวเรือน ได้ลดลงเหลือเพียง 2.77% เท่านั้น ในปี 2545 ถือเป็นการลดภาระสำหรับคนจนชัดเจน ทว่าโครงการยังมีปัญหางบประมาณในระบบไม่เพียงพอ

รศ.นพ.จิรุตน์ กล่าวว่า สถานะทางการเงินของโรงพยาบาลส่วนใหญ่ยังขาดทุน แม้ว่าในระยะหลังจะขาดทุนลดลง โดยอ้างจำนวนเงินสะสมของโรงพยาบาลที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งโรงพยาบาลเองยังมีการจัดทำระบบบัญชีที่ซุกซ่อนหนี้สินไว้ เพื่อให้เห็นว่าโรงพยาบาลไม่ขาดทุน ทำให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง เนื่องจากถูกสั่งในระดับนโยบายว่าห้ามเจ๊ง

“โครงการหลักประกันสุขภาพจะไม่มีทางขาดทุน เพราะมีการตั้งเพดานงบกลางไว้แล้ว แต่โรงพยาบาลจะเป็นผู้รับภาระการขาดทุนที่เกิดขึ้น การบริหารงบของโรงพยาบาลต่างๆ จึงเป็นเรื่องยาก ที่ทำได้มาขนาดนี้ถือว่าเก่งแล้ว เพราะไม่รู้ว่าเมื่อจ่ายค่ารักษาผู้ป่วยไปแล้วจะได้เงินกลับมาเท่าไหร่ ดังนั้น ขณะนี้โรงพยาบาลแต่ละแห่งจึงเลือกที่จะเก็บเงินสะสมไว้ให้มาก เพื่อป้องกันการขาดสภาพคล่อง จึงเป็นเหตุผลที่ฝ่ายการเมืองนำมาอ้างว่าโครงการไม่ขาดทุน” รศ.นพ.จิรุตน์ กล่าว

ขณะที่ ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า แม้รัฐมนตรีเสนอให้มีการจัดทำงบประมาณใหม่ โดยทำหลักเกณฑ์การจัดสรรใหม่ แต่เชื่อว่าคงไม่ต่างจากเดิม ทั้งนี้รัฐบาลมีทางเลือกที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของโครงการ 30 บาทได้ คือ 1.การโยกย้ายสิทธิการรักษาพยาบาลของสมาชิกครอบครัวผู้มีสิทธิประกันสังคมเข้าไปอยู่ในความดูแลของกองทุนประกันสังคม ซึ่งวิธีนี้จะลดจำนวนผู้มีสิทธิในโครงการ 30 บาท ลงประมาณ 6 ล้านคน สามารถลดภาระด้านงบประมาณลงปีละ 12,000 ล้านบาท

2. ให้กองทุนประกันสังคมขยายความครอบคลุมด้านสุขภาพให้ผู้เกษียณจากโครงการประกันสังคมไปแล้ว ซึ่งกองทุนจะมีภาระเพิ่มขึ้นไม่มากในระยะ 5 ปีข้างหน้า แต่อาจเป็นภาระที่สำคัญในระยะยาว ซึ่งแนวคิดนี้เกิดจากกองทุนประกันสังคมจ่ายโดยผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งในระหว่างที่ทำงานได้ก็จะยังอยู่ในกองทุน และหากผู้ประกันตนพ้นช่วงอายุทำงานไม่ได้ กลับโยนภาระการรักษาพยาบาลให้กับกองทุนอื่นๆ

3. ปรับรื้อระบบการประกันภัยรถภาคบังคับ และนำรายรับทั้งหมดเข้ากองทุน ซึ่งทางนี้มีโอกาสเพิ่มรายได้เข้ากองทุนสุขภาพแต่ไม่เกิน 2,000 - 3,000 ล้านบาทต่อปี และ 4. ลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของรัฐบาล เพราะเงินจำนวน 20,000 - 30,000 ล้านบาท ที่ต้องการเพิ่มในโครงการ 30 บาทนั้น คิดเป็นร้อยละ 1-2 ของงบประมาณประจำปี จึงอยู่ในวิสัยที่รัฐจะเจียดมาให้ได้

นอกจากนี้ยังมีแนวทางในการหารายได้เพิ่มเติมโดยการขึ้นภาษี กรณีที่รัฐบาลไม่ใช้มาตรการข้างต้น ทั้งการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 8% การเก็บภาษีรายสินค้าในสินค้าที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การขึ้นภาษี

ในการโอนสิทธิครอบครัวผู้ประกันตน เพียงแค่คู่สมรสและลูก มาใช้สิทธิในกองทุนประกันสังคมนั้น จะทำได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามข้อเสนอดังกล่าวเป็นเพียงทางเลือกเท่านั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล

 

แหล่งข่าว: กรุงเทพธุรกิจ



   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM