6 ธ.ค. 2014 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) เปิดเผยรายงาน "ค่าแรงโลก ประจำปี 2014/2015" ว่า ระดับค่าแรงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปรับเพิ่มสูงขึ้นแซงหน้าภูมิภาคอื่นๆ ของโลกแล้ว โดยระดับรายได้เฉลี่ยต่อปีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทะยานสูงขึ้นถึง 6% เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของโลกในปี 2013 ที่ระดับ 2% และจีนเป็นประเทศที่ค่าจ้างปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดถึง 9%
แม้ระดับค่าแรงปัจจุบันในเอเชียจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2.5 เท่า นับตั้งแต่ช่วงต้นของศตวรรษนี้ ทว่าอัตราค่าแรงของหลายประเทศในเอเชียก็ยังมีระดับที่ต่ำกว่าค่าแรงงานในประเทศพัฒนาแล้ว นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า 1 ใน 3 ของคนงานในเอเชีย ยังไม่สามารถยกระดับตนเองและครอบครัวให้ขึ้นมาอยู่เหนือเส้นแบ่งความยากจนนานาชาติที่ระดับ 2 เหรียญสหรัฐ/วันได้
การเพิ่มขึ้นของระดับค่าจ้างในเอเชียนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากค่าจ้างที่ปรับตัวมากขึ้นในประเทศจีน รวมถึงอีกหลายประเทศในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็น เกาหลีใต้ ไทย และมาเลเซีย ที่เพิ่มอัตราค่าแรง ขั้นต่ำให้สูงขึ้น ส่งผลให้ค่าจ้างเฉลี่ยของเอเชียทะยานสูงขึ้น อาทิ เอเชียตะวันออกที่ระดับค่าแรงเพิ่มขึ้น 7.1% เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่ม 5.3% และเอเชียใต้ที่ระดับ 2.4% ด้วย
อย่างไรก็ดี ความเหลื่อมล้ำหรือ ช่องว่างของรายได้ขั้นต่ำในภูมิภาคเอเชียยังอยู่ในระดับที่กว้างขึ้น เนื่องจากรายได้ขั้นต่ำต่อเดือนในหลายประเทศ อาทิ กัมพูชา อยู่ที่ 121 เหรียญสหรัฐ (ราว 3,980 บาท) ขณะที่ประเทศจีนอยู่ที่ 613 เหรียญสหรัฐ (ราว 20,165 บาท) ทว่าในสิงคโปร์กลับสูงถึง 3,694 เหรียญสหรัฐ (ราว 121,521 บาท)
สำหรับประเทศไทย แม้ผลิตภาพแรงงานจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทว่า อัตราค่าแรงที่แท้จริงยังอยู่ในระดับคงที่นับตั้งแต่ปี 2011 สาเหตุเนื่องมาจากสถาบันที่เกี่ยวข้องด้านแรงงานอ่อนแอ มีสัดส่วนสหภาพแรงงานน้อยกว่า 2% ส่งผลให้การต่อรองไม่แข็งแกร่ง ทำให้นายจ้างสามารถกำหนดอัตราค่าจ้างได้เพียงฝ่ายเดียว นอกจากนี้การต่อรองค่าแรงของพนักงานยังอ่อนแอลงเรื่อยๆ เพราะผู้จ้างหันไปใช้บริษัทเหมาช่วงงานและแรงงานต่างด้าวแทน
ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนนั้น แม้การเติบโตทางเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ค่อนข้างดีที่ระดับ 5.8% ช่วงปี 2010-2013 ทว่าการขยายตัวของอัตราค่าแรงไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน เพราะค่าแรงเพิ่มสูงขึ้นราว 2.3% เท่านั้น ในช่วงเดียวกัน