| เปิด road map 5 ปี ม.รังสิต เดินหน้าผนึกพันธมิตรตะวันออก ตะวันตก ชี้จุดเปลี่ยนต้อง go inter สร้างคนสู่ตลาดแรงงานสากล รองรับตลาดเพื่อนบ้าน เผยยุทธศาสตร์สร้างความเป็นเลิศ หลังผันเป็นนานาชาติ เตรียมเปลี่ยนระบบการสอนเป็น 2 ภาษา เร่งเครื่องพัฒนาอาจารย์จบปริญญาเอก พร้อมทุ่ม 150 ล. เนรมิตร e-University ปัจจุบันภาวะการแข่งขันของแวดวงการศึกษากำลังร้อนแรงขึ้นทุกขณะ ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง มีทิศทางที่แตกต่างกันออก ทั้งในด้านการเปิดหลักสูตรใหม่ให้ตอบสนองความต้องการของตลาด มีการผนึกพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยต่างชาติ ขยายเจาะกลุ่มเป้าหมายนักศึกษาจากต่างชาติเพิ่มขึ้น รวมถึงดึงดูดนักศึกษาไทยในยุคที่ต้องเปิดเรดาร์เรียนรู้ทั้งภาษาและวัฒนธรรมต่างชาติ เพื่อโอกาสการทำงานในอนาคต มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นอีกสถาบันหนึ่งที่อยู่ในข่ายของความเคลื่อนไหวข้างต้น และยังมีอีกหลายหลายความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ให้น่าจับตา เปิดภารกิจต้องโกอินเตอร์ "การศึกษาเป็นรากแก้วของความเจริญของประเทศชาติ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เราจำเป็นต้องผลิตคนที่ได้รับการฝึกฝน อบรม เรียนรู้ ที่มีคุณภาพลึกซึ้ง เพื่อให้ประเทศอยู่ในภาวะที่สามารถแข่งขันกับโลกได้" ''ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์'' อธิการบดี มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวกับ ''ผู้จัดการรายสัปดาห์'' ถึงวิสัยทัศน์ของการพัฒนามหาวิทยาลัย ในเส้นทางสู่ความเป็นเลิศ 2548-2552 ของม.รังสิต เพื่อแสดงทิศทางที่จะเดินตลอด 5 ปีนี้ การเร่งจับมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีกุ้ยหลิน สาธารณรัฐประชาชนจีน มหาวิทยาลัยหมิง ฉวน จากไต้หวัน ซึ่งเป็นเสี้ยวเดียวของยุทธศาสตร์เท่านั้น โดยเป็น 1 ในยุทธวิธีที่จะแปลงสถาบันสู่ความเป็นนานาชาติ ซึ่งเป็นความสำคัญของการพัฒนาคนของประเทศ และยังขยายไปเจาะกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านด้วย "เรา ไม่ได้ทำ เพื่อแข่งกันเองในประเทศ แต่เพื่อสร้างสิ่งดีๆ ให้นักศึกษา ซึ่งรวมไปถึงนักศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย อย่างลาว เขมร เวียดนาม ไม่อย่างนั้นเขาจะมาเรียนกับเราได้อย่างไรถ้าเราไม่สร้างการศึกษาให้เป็นสินค้าส่งออก" กรอบของความเป็นนานาชาติ ไม่ใช่อยู่ที่การสอนเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ต้องมีภาษาอื่นๆ และต้องมีทั้งนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติผสมผสานกัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญของการทำงานร่วมกับคนต่างวัฒนธรรมในโลกการทำงานในอนาคตของนักศึกษา ดังนั้นโปรแกรมความร่วมมือที่นักศึกษาต้องไปเรียนที่ต่างประเทศ จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะพัฒนานักศึกษาให้แตกต่างจากผลผลิตของสถาบันอื่น นอกจากจะจับมือกับต่างชาติแล้ว ภายในมหาวิทยาลัยเอง ก็มีการพยายามปรับวิธีการเรียนการสอนให้เป็นระบบ 2 ภาษา โดยหลักสูตรภาษาไทยขณะนี้ มีการกำหนดเป้าหมายให้สอนเป็นภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นปีละ 10% ตั้งแต่ปีการศึกษาที่ผ่านมา ดังนั้นภายในปี 2552 ทุกหลักสูตรจะต้องสอนเป็นภาษาอังกฤษถึง 50% ซึ่งนี่คือเพดานสูงสุดที่ ดร.อาทิตย์ ตั้งเป้าไว้ เพราะอีก 50% ควรเป็นภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาประจำชาติ ที่ยังต้องอนุรักษ์ไว้ อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าการผนึกความร่วมมือ นอกจากสร้างจุดแข็งให้หลักสูตรมีความแตกต่าง แต่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยดึงดูดนักศึกษาจากประเทศนั้นๆ ให้มาเรียนที่รังสิตมากขึ้นเช่นกัน ซึ่ง ดร.อาทิตย์ เล่าว่า กลยุทธ์ที่ประชาสัมพันธ์ได้ดี คือ กลยุทธ์บอกต่อ โดยมีมหาวิทยาลัยที่ร่วมมือเป็นเอเย่นต์ประชาสัมพันธ์ให้ ทิศทางของความร่วมมือหลักๆ มี 2 ด้าน คือ การหาพันธมิตรที่เก่งเพื่อมาเสริมซึ่งกันและกันให้แข็งแกร่งขึ้น และหันไปให้ความช่วยเหลือกับพันธมิตรที่อยู่ในประเทศที่ยังขาดแคลนเรื่องของการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ที่กำลังพัฒนา ซึ่งขณะนี้ส่งคนเข้ามาเรียนที่ประเทศไทยมากขึ้น จากจำนวนของนักศึกษา ม.รังสิต ปัจจุบันมีอยู่ราว 16,000 คน มีวิทยาลัยนานาชาติที่มีนักศึกษาอยู่ประมาณ 400-500 คน เป้าหมายในอนาคตข้างหน้า ดร.อาทิตย์ มองว่าจำนวนนักศึกษาไทยคงไม่เพิ่มไปมากกว่านี้ แต่นักศึกษาต่างชาติในเอเชีย โดยเฉพาะตลาดจีนเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก "ที่วิทยาลัยนานาชาติ ตอนนี้เราเป็นที่พึ่งของภูฏาน เขามา 30 คน เรียนในหลากหลายสาขา ส่วนอินเดีย 50 กว่าคน มาเรียนแพทย์ เขาอยากมามากกว่านี้ แต่เรารับไม่ไหว ยังมีชาติอื่นๆ อีก 22 ชาติ ซึ่งเราก็มีแผนจะสร้างแคมปัสเฉพาะให้ เพราะเขาอยากมา และเราก็ไม่อยากปิดกั้น แต่คงไม่ถึงขั้นกำหนดเป็นเป้าหมายว่าจะต้องรับนักศึกษาปีละเท่าไร แต่จะสร้างความร่วมมือ เพื่อสร้างคุณภาพ สร้างความแตกต่างให้หลักสูตรไปอย่างต่อเนื่อง" และที่เห็นว่าปีนี้มีการสร้างความร่วมมือถี่นักนั้น ดร. อาทิตย์ กล่าวว่า ม.รังสิตเองก็ไม่ได้วางเป้าหมายไว้เช่นกันว่าแต่ละปีต้องสร้างความร่วมมือกี่แห่ง แต่อยู่ที่ความพร้อมมากกว่า ยกระดับอาจารย์ จบ ป. เอก การจับมือกับต่างชาติเป็นยุทธวิธีหนึ่งของการสร้างจุดแข็งทางวิชาการก็จริง แต่อีกขาหนึ่งต้องอาศัยคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยด้วย เกณฑ์หนึ่งที่กำหนดไว้ คือ ภายในสิ้นปีนี้ อาจารย์ทุกคนต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโท และภายในปี 2551 ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาเอก หรือมีตำแหน่งระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ยกเว้นในบางสาขาวิชาที่ต้องการความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับทักษะฝีมือ เช่น ศิลปะ ที่ไม่บังคบเรื่องนี้ ทั้งยังกำหนดอีกว่าแต่ละปี อาจารย์แต่ละคนต้องมีงานวิจัยอย่างน้อย 1 ชิ้น ซึ่งถือว่าได้ผลดีขึ้น ยกเว้นในบางสาขาวิชาที่อาจารย์มีภารกิจการสอนมาก เช่น ด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งทางมหาวิทยาลัย ก็พยายามให้อาจารย์ทำวิจัยในงานที่ใกล้ตัว เพื่อมาปรับปรุงการเรียนการสอนให้ดีขึ้น ในส่วนของการพัฒนาหลักสูตรใหม่ๆ นั้น ดร.อาทิตย์ กล่าวว่า โจทย์ยังคงมองความต้องการของประเทศเป็นหลัก รวมถึงมองเลยไปยังความต้องการระดับภูมิภาคด้วย ซึ่งเร็วๆ นี้ อาจจะเห็นหลักสูตร ด้านทัศนศาสตร์ ที่เรียนเกี่ยวกับสายตา เน้นสร้างผู้เชี่ยวชาญทางด้านสายตา ที่ไม่ใช่จักษุแพทย์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ยังถือว่าขาดแคลน แต่มีความจำเป็นมาก คนที่เป็นเบาหวาน จะผ่าตัดต้อกระจก หมอผ่าตัดยังต้องฟัง ขณะที่อีกกลุ่มหลักสูตรที่สนใจ คือ หลักสูตรการบิน ทั้งหลักสูตรนักบิน หลักสูตรซ่อมเครื่องบิน หอบังคับการบิน ถ้าถามว่าพร้อมไหม ก็ยังไม่เคยทำ แต่รู้ว่ามันมีทรัพยากรที่มีคุณค่าทั้งในและต่างประเทศที่ทำได้ เช่น กองทัพอากาศ การบินไทย วิทยุการบิน ศูนย์ฝึกการบินพลเรือน บริษัทการบินของแคนาดา ซึ่งจะทำให้เป็นหลักสูตรที่แข็งแกร่งได้ วิธีการพัฒนาหลักสูตรใหม่ๆ ที่ผ่านมา ดร.อาทิตย์ กล่าวว่า การสร้างคนให้มีคุณภาพ ไม่จำเป็นที่มหาวิทยาลัยต้องลงทุนสร้างใหม่ทั้งหมด เพราะในประเทศมีทรัพยากรอยู่ แต่ต้องรู้จักนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ อย่างแพทยศาสตร์ รังสิตจะสอนพื้นฐาน 3 ปีเท่านั้น พอเป็นภาคปฏิบัติในคลีนิค โรงพยาบาล จะใช้เครือข่ายของโรงพยาบาลในกรมการแพทย์ เช่นโรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลเลิดสิน จากกลยุทธ์นี้ ทำให้ปัจจุบันม.รังสิตเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนเพียงแห่งเดียวที่เปิดหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพครอบคลุมหลากหลายแขนงวิชา ตั้งแต่คณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทย์ เภสัช พยาบาล เทคนิคการแพทย์ และเป็นที่ต้องการทั้งของนักศึกษาไทยและต่างชาติด้วย การขยายหลักสูตรต่างๆ ดร.อาทิตย์ กล่าวว่า รังสิตประเมินความพร้อม 2 ด้านคือ 1. สร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพได้ไหม และ 2. สู้ไหวไหม ทำได้หรือไม่ อย่างแพทยศาสตร์ ที่ขาดทุนมาตลอด จนเดี๋ยวนี้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น และมีผู้มาเรียนมากขึ้น ก็ยังอยู่ในสเต็ปที่ไม่ถึงขั้นที่มีกำไร หรืออย่างไบโอเทคโนโลยี ที่จะปิดกันไปหลายที เพราะตอนเปิดแรกๆ คนยังไม่เข้าใจ ไม่มีผู้เรียน แต่มหาวิทยาลัยพร้อมสู้ต่อ เพราะมองเป็นคลื่นลูกที่ 4 ที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ จนวันนี้ถือว่ามีผู้สนใจเรียนด้านนี้มากขึ้น เทงบ 150 ล. สร้าง e-University ในเส้นทางสู่ความเป็นเลิศ ของ ม.รังสิต ยังใส่ประเด็นในด้านของการเป็นมหาวิทยาลัยอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-University ด้วย ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ก็เพิ่งประกาศทุ่มงบ 150 ล้าน พัฒนามหาวิทยาลัย ในเรื่องนี้ ในแผนระยะ 3 ปีที่วางไว้ คือ การพัฒนา 6 ด้านหลักๆ คือ 1.พัฒนาโครงสร้างระบบเครือข่ายโทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ในทุกอาคาร ให้มีความเร็ว 10 GB เพื่อรองรับโครงการต่างๆ ของมหาวิทยาลัย 2.พัฒนาระบบ e-Learning ซึ่งขณะนี้มีเนื้อหาเกือบ 100 วิชาที่ใส่ในเว็บไซต์ 3.สร้าง e-Library เพื่อให้บริการค้นคว้าหาข้อมูล ยืม-คืน รวมถึงดู e-Books ผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ 4.จัดทำระบบ e-Management เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการให้คล่องตัวขึ้น และสร้างฐานข้อมูลมีข้อมูลช่วยวางแผนงานล่วงหน้าและการตัดสินใจ 5.ปรับปรุงระบบการตลาดให้เป็น Telemarketing และ 6.ปลูกฝังจริยธรรม ศีลธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน electronic ethics ด้วย ซึ่งงานนี้ได้ บริษัท หัวเหว่ย (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็น บริษัท ไอที ที่มีประสบการณ์จากการวางรากฐานโครงสร้างเครือข่ายให้มหาวิทยาลัยในประเทศจีน มาเป็นผู้ติดตั้งระบบ "10 Gigabit Ethernet Network" ดร.อาทิตย์ กล่าวว่า การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่จะนำสังคม และสร้างบุคลากรที่เป็นเลิศ ต้องมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด เพื่อให้นักศึกษาเข้าถึงและนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุดด้วย ดังนั้นที่เห็นก่อนหน้านี้ว่า ม.รังสิต ใจป้ำทุบกระปุกแจกโน้ตบุ๊คเอเซอร์ฟรีแก่นักศึกษาใหม่ระดับปริญญาโท และปริญญาเอก รวมถึงสนับสนุนทุนรายละ 10,000 บาทสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี 5 คณะ เพื่อซื้อโน้ตบุ๊คเช่นกัน ก็ล้วนแต่เพื่อตอบสนองเป้าหมายสู่ e-University ทั้งสิ้น สำหรับเหตุการณ์เมื่อเร็วๆนี้ กรณีการควบรวมกิจการโรงพยาบาลพญาไท ของ บริษัท ประสิทธิ์พัฒนา จำกัด ที่หลายฝ่ายกังวลว่าอาจควบรวมกิจการของ ม.รังสิต เข้าด้วยนั้น ดร.อาทิตย์ ยืนยันว่า แม้บริษัทประสิทธิ์พัฒนา จำกัด จะมีหุ้นอยู่ใน บริษัท ประสิทธิรัตน์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินการม.รังสิตอยู่ถึงร้อยละ 33 แต่ก็ไม่ใช่หุ้นส่วนใหญ่ จึงมั่นใจได้ว่า ม.รังสิตจะไม่ถูกควบรวมกิจการไปด้วย
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ |