นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ อธิบดีกรมการจัดหาการงาน กล่าวว่า นายจ้างที่พาแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ไปต่อใบอนุญาตทำงาน จะต้องหักค่าจ้างจากแรงงานต่างด้าวเพื่อนำส่งกองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าว กลับอออไปนอกราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 ธันวาคม 2553 โดยเริ่มเก็บงวดแรกในวันที่ 1-17 มกราคม 2554
ทั้งนี้นายจ้างจะต้องหักเงินค่าจ้าง จากแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า และลาวเดือนละ 400 บาท เป็นเวลา 6 เดือน รวม 6 เดือน รวมทั้งสิ้น 2,400 บาท ส่วนแรงงานสัญชาติ กัมพูชา หักเดือนละ 350 บาท รวม 6 เดือน จำนวน 2,100 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่คิดตามระยะทางไปยังชายแดน ค่าเดินทางและค่าอาหาร โดยให้นายจ้างหักเงินจากลูกจ้างต่างด้าวแล้วนำส่งที่สำนักงานจัดหางาน จังหวัด หรือสำนักจัดหางานกรุงเทพฯเขตพื้นที่เพื่อนำส่งเข้ากองทุนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
ส่วนกรณีที่มีการเปลี่ยนนายจ้าง ก่อนที่ลูกจ้างจะส่งเงินเข้ากองทุนครบ 6 งวด ตามที่กำหนดนั้น อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าวว่า ให้นายจ้างใหม่มีหน้าที่หักเงินค่าจ้างของลูกจ้างจนครบ หากนำส่งไม่ครบ 6 งวด นายจ้างต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของเงินค่าจ้างที่ไม่ได้นำส่งหรือนำส่งไม่ครบ
อย่างไรก็ตาม หากแรงงานต่างด้าวเดินทางกลับถิ่นกำเนิดถาวร สามารถรับเงินค่าส่งกลับได้เต็มจำนวนที่นำส่งส่วนกรณีที่เดินทางกลับไปพัก แล้วกลับมาทำงานใหม่อีกครั้ง ก็ไม่ต้องส่งเงินสมทบใหม่ เพราะมีเงินสมบทที่จ่ายไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
นายจีรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า การจัดตั้งกองทุนดังกล่าว เพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งลูกจ้างคนต่างด้าว หรือผู้ถูกสั่งเนรเทศกลับออกไปนอกราชอาณาจักร และเพื่อป้องกันแรงงานต่างด้าวหลบหนีนายจ้าง
(คมชัดลึก, 7-12-2553)