|
สวัสดิการฯสกลนครวอนให้สิทธิแรงงานหญิงเท่าเทียมชาย
|
| สกลนคร-สวัสดิการคุ้มครองแรงงานสกลนครวอนระบุพบ แรงงานหญิงในสถานประกอบการกว่า6,906 คน แรงงานเด็ก 23 ราย วอนผู้ประกอบการปฏิบัติต่อแรงงานหญิงเท่าเทียมแรงงานชายทุกด้าน พร้อมตั้งคณะทำงานระดับจังหวัดเฝ้าระวังการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย
นางชไมพร สินธุประสิทธิ์ สวัสดิการคุ้มครองแรงงานจังหวัดสกลนคร เปิดเผยว่า จากข้อมูลจำนวนแรงงานของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในเดือนกันยายน 2553 พบว่ามีจำนวนสถานประกอบกิจการ 3,006 แห่ง จำนวนลูกจ้างทั้งหมด 17,967 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานหญิง 6,906 คน และแรงงานเด็ก 23 คน แรงงานหญิงและเด็กเหล่านี้จะทำงานอยู่ในภาคการผลิต พาณิชยกรรม และการบริการ ซึ่งมีงานบางประเภทต้องใช้แรงงานหญิงมากกว่าแรงงานชาย เช่น งานผลิตเครื่องแต่งกาย ผลิตอาหาร งานจำหน่ายสินค้าและบริการ
ส่วนแรงงานเด็กจะทำงานในสถานประกอบกิจการขนาดเล็ก งานจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น แต่จะมีบางส่วนทำงานบ้านที่มิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย หรืองานรับใช้ในบ้าน ซึ่งไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่ามีจำนวนเท่าใด เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ทำงานอยู่ในเคหะสถานของนายจ้างยากต่อการเข้าถึง ซึ่งอาจจะมียอดสูงกว่านี้ อยากให้ผู้ประกอบการแจ้งข้อมูลการใช้แรงงานที่เป็นจริงด้วย
นอกจากนี้ ยังได้บริหารจัดการให้มีการปฏิบัติต่อลูกจ้างหญิงและชายให้เท่าเทียมกันทั้งในเรื่องค่าตอบแทน จัดหางาน พัฒนาฝีมือแรงงาน การประกันสังคม และสวัสดิการในการทำงาน แม้การดำเนินการต่าง ๆ ที่กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการมาทำให้ การใช้แรงงานหญิงและเด็กที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายลดน้อยลง
แต่เนื่องจากมีการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้พบว่ามีการใช้แรงงานเด็กที่ไม่ได้รับอัตราค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม มีการละเมิดทั้งทางร่างกายและวาจาซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งขณะนี้ทางจังหวัดสกลนครได้แต่งตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดขึ้นมาเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน นายจ้าง ลูกจ้าง นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน
อย่างไรก็ตาม กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ตระหนักถึงความสำคัญของแรงงานหญิงและเด็กในฐานะที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะประเด็นการเชื่อมโยงกับการคุ้มครองแรงงาน และพัฒนาแรงงานให้มีศักยภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งปัญหาการใช้แรงงานหญิงและเด็กเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบระหว่างประเทศ ประกอบกับประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ
อาทิ อนุสัญญาฉบับที่ 100 ว่าด้วยค่าตอบแทนที่เท่าเทียม อนุสัญญาฉบับที่ 111 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติ(การจ้างงานและอาชีพ) อนุสัญญาฉบับที่ 138 ว่าด้วยอายุขั้นต่ำที่อนุญาตให้จ้างงานได้ อนุสัญญาฉบับที่ 182 ว่าด้วยรูปแบบที่เลวร้ายในการจ้างแรงงานเด็ก ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันการมากขึ้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการจ้างงานในรูปแบบต่าง ๆ
เช่น การจ้างลูกจ้างทำงานบางเวลา การจ้างงานตามฤดูกาล หรือการจ้างเหมาช่วง รวมไปถึงการจ้างงานจาก ในระบบไปสู่แรงงานนอกระบบ เช่น การจ้างงานในงานที่รับไปทำที่บ้าน ก่อให้เกิดปัญหาผลกระทบต่อแรงงานหญิงและเด็ก เช่น ความมั่นคงในการทำงาน ความไม่เป็นธรรมในการจ้างงาน การเสี่ยงต่อการทำงานอันตราย การเลือกปฏิบัติ การล่วงเกินทางเพศ สุขอนามัย และความปลอดภัยในการทำงาน
ซึ่งนับตั้งแต่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับแรงงานหญิงและเด็กในเรื่องต่าง ๆ กระทรวงแรงงานได้เร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ได้ส่งเสริมพัฒนาความรู้ ความสามารถของแรงงานเด็กและสตรี และส่งเสริมศักยภาพให้เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ สอดส่องดูแลให้แรงงานเด็กและสตรีต่างด้าวได้รับการคุ้มครองและได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายเช่นเดียวกับแรงงานไทย
โดยมีบทลงโทษนายจ้างที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จะมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000-200,000 บาท โทษจำคุกสูงสุด 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับขึ้นอยู่กับความหนักเบาของความผิดนั้น ๆ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
SIAMHRM.COM : ศูนย์รวมข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Web Partner : JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM
|
|