| บทบาทของผู้บริหารไม่ว่าจะสมัยไหน คิดว่าไม่เปลี่ยนแปลงนะ ความเป็นผู้บริหาร อย่างไรก็คงต้องบริหาร เพียงแต่สิ่งที่ต้องบริหารอาจแตกต่างเปลี่ยนแปลงไป เมื่อก่อนบริหารคน บริหารองค์กรก็ไม่มีความซับซ้อนขนาดนี้ เทคนิคที่จะใช้บริหารจึงซับซ้อนมากขึ้นไปตามปัจจัยเหล่านั้น ผู้บริหารซึ่งเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จในงานวันนี้ ในความคิดเห็นส่วนตัวคิดว่าต้องซื่อตรงต่อความรู้สึกของตนเอง ซื่อตรงกับความรู้สึกของคนอื่น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เราเป็นผู้บริหารที่ไม่ใช่แค่นำองค์กร แต่เป็นผู้บริหารที่มีคนรักด้วย ดังนั้นความจริงใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อไรก็ตามที่เราอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น ต้องระลึกไว้เสมอว่า เราไม่สามารถขึ้นมายืนบนที่สูงขนาดนี้ได้ด้วยตัวเองตามลำพัง คนที่สนับสนุนเรา ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นๆ ถ้าเรายิ่งสูง แล้วทำตัวสูง ก็จะยิ่งไกลจากคนอื่น แต่ถ้าสูง แล้วไม่ลืมว่ามีคนสนับสนุนอยู่ข้างล่าง และยังคงทำตัวให้ใกล้ชิดกับเขา เราจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว การบริหารแบบ Walk and Talk ที่เป็นการเดินไปพูดคุยกับลูกน้อง ยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะลูกน้องไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย มีความสามารถมากขึ้นอย่างไร ด้วยความเป็นคน ยังให้ความสำคัญเรื่องน้ำใจ เพียงพูดทักทายที่ทำให้เขารู้สึกว่าเราเป็นนายที่แคร์เขา แม้เพียงเล็กน้อย ก็คิดว่าสำคัญ สูตรสำเร็จของการเป็นผู้บริหารแล้วประสบความสำเร็จ ไม่มีหรอกนะ มีแต่อะไรที่ทำให้เราสามารถก้าวไปถึงที่สูงแล้ว ก้าวไปอย่างมีความสุขด้วย เป้าหมายของผู้บริหารมีหลายอย่าง บางคนคาดหวังให้ธุรกิจประสบความสำเร็จสูงสุด แต่เมื่อสูงขึ้นไป สิ่งที่พิสูจน์ความสำเร็จของตนเอง ไม่ได้อยู่ที่ธุรกิจสามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุด แต่ต้องได้รับการยอมรับนับถือจากคนรอบข้างด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การจะได้รับความเคารพจากใครก็ตาม จึงคิดว่ามีมากกว่าการสั่งงาน การประเมินผลว่าเขาทำได้ตรงตามเป้าหมายไหม แต่ต้องมีเรื่องการใส่ใจความรู้สึก การดูแลซึ่งกันและกัน สำคัญเลย คือ ทำอย่างไรให้มีความสุข หลุมพรางของความเป็นซีอีโอ คือ ความหลงตัวเอง มีผู้นำที่พอถึงจุดหนึ่งแล้วมองเห็นแต่ความสำเร็จของตนเอง มองตนเองเป็นที่ตั้ง มีอยู่ในทุกสังคมมากกว่าแค่ที่ประเทศไทย อย่างไรก็ตามผู้นำเหล่านั้นก็มีโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองได้ เพราะจริงๆ แล้วใครๆ ก็มีโอกาสที่ก้าวพลาด แต่เมื่อผิดพลาดไปแล้ว ผู้นำเหล่านั้นสามารถสรุปผล เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ได้มากน้อยขนาดไหน ถ้าเขายังไม่สนใจเรื่องความรู้สึก เรื่องความสุขในการทำงาน เขาอาจไม่แคร์ว่าใครจะคิดอย่างไร หรือลูกน้องจะเป็นอย่างไร ฉันก็ไม่แคร์เหมือนเดิม แต่ถ้าใครที่เป็นผู้นำแล้วรู้สึกว่าต้องไปพร้อมกันทั้งหมด มองว่าสุดท้ายของชีวิตเป็นเรื่องของการได้รับความเคารพ นับถือ ความสุขในชีวิต เขาก็จะให้ความสำคัญกับการใส่ใจผู้อื่น ปัจจุบันมีธุรกิจเกิดใหม่มาก จะเห็นผู้นำที่ยังอายุน้อยเป็นเจ้าของธุรกิจมากขึ้น การที่คนรุ่นใหม่เหล่านั้นลุกมาทำอะไรต่างๆ มากขึ้น ยังไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นผู้นำนะ เพียงแต่เขามีโอกาสเท่านั้นเอง สิ่งที่สะท้อนออกมา คือ ยุคนี้โอกาสเกิดขึ้นง่าย และเกิดขึ้นได้กับหลายคนโดยไม่จำเป็นต้องรอ แต่การจะอาศัยโอกาสเหล่านั้นมาสร้างความเป็นผู้นำเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มีคนมากมายที่มีโอกาสแต่ก็ไม่สามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับได้ เพราะใช่ว่าทุกบริษัทที่เปิดใหม่จะประสบความสำเร็จทั้งหมด ยิ่งวันนี้โอกาสเกิดขึ้นง่าย บทพิสูจน์จะยิ่งยากขึ้น เพราะโอกาสเท่าเทียมกันแล้ว เมื่อก่อนอาจมีเพียง 5 คนที่มีโอกาสเป็นผู้บริหาร ในวัย 28 ปี แต่วันนี้อาจมีถึง 20 คนที่อายุ 28 ปีเหมือนกันสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหาร ดังนั้นการลุกขึ้นมาเป็นผู้บริหารชั้นนำไม่ใช่เรื่องง่าย ความเป็นผู้นำ หลายๆ ตำราอาจบอกว่ามันเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมา แต่ไม่หมายความว่าจะพัฒนาไม่ได้ บางคนสามารถเพิ่มเรื่องภาวะผู้นำได้เรื่อยๆ แต่ต้องใช้เวลาขนาดไหน ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่ควรรู้ไว้ว่าความเป็นผู้นำ เป็นสิ่งที่สร้างได้ ไม่จำเป็นต้องรอพรสวรรค์ สามารถเรียนรู้ ประมวลความผิดพลาดแล้วพัฒนาขึ้นมา
แหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ |