"คนของธนชาตจะต้องเติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด"
คำพูดดังกล่าวเป็นคำพูดของ "นพดล เรืองจินดา" ที่ปัจจุบันเพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด, รองประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการบริษัท ธนชาตประกันชีวิต จำกัดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2555
ฉะนั้นหากเมื่อมองย้อนเส้นทางการเติบโตของ "นดล" ในธนชาตกรุ๊ป ต้องยอมรับว่า เขาเริ่มต้นจาก Management Trainee ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด ในปี 2524
ปี 2541-2552 เขานั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด
ปี 2548-2552 เขานั่งดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท ธนชาตประกันชีวิต จำกัด
ปี 2552-2555 เขานั่งดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
 |
ก่อนที่จะมานั่งควบทั้ง 2 ตำแหน่งเมื่อไม่กี่เดือนผ่านมา ซึ่งมาพร้อมกับความท้าทายใหม่ที่ผู้บริหารระดับสูง หรือผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือมอบให้คือการนำพาธนชาตประกันภัย และธนชาตประกันชีวิต ก้าวไปสู่องค์กร Top 5 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ถามว่าทำไม "นพดล" ถึงได้โอกาสเช่นนี้ ?
เขาตอบอย่างถ่อมตนว่า...ไม่ทราบ
แต่เมื่อดูจากโปรไฟล์การทำงาน จะเห็นว่าเมื่อตอนที่เขาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด เบี้ยประกันภัยรับปี 2541 อยู่ที่ 240 ล้านบาท
แต่ปี 2552 เบี้ยประกันภัยรับอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท ขึ้นเป็นอันดับ 10 ของกลุ่มอุตสาหกรรม และก่อนที่เขาจะมารับตำแหน่ง เบี้ยประกันภัยรับในปี 2554
อยู่ที่ 4,650 ล้านบาท ขึ้นเป็นอันดับ 8 ของกลุ่มอุตสาหกรรม
แต่เป้าหมายที่ "นพดล" ต้องไปข้างหน้า คือการก้าวข้ามไปสู่ 1 ใน 5 ของกลุ่มอุตสาหกรรม
"ผมอยากผลักดันให้ธุรกิจประกันภัยทั้งหมดขึ้นไปอยู่ในระดับ Top 5 ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมให้ได้ภายใน 3-5 ปี ทุกวันนี้ประกันวินาศภัยเราอยู่อันดับ 8 ขณะที่ประกันชีวิตอยู่อันดับ 10 ในแง่เบี้ยรวม และการจะไปถึงเป้าหมาย เราต้องเติบโตไม่น้อยกว่า 20% ให้ได้ทุกปี"
แม้จะเป็นโจทย์ท้าทาย แต่สำหรับ "นพดล" แล้ว เขามองว่า...ไม่ใช่เรื่องยากแต่ประการใด เพราะท้ายที่สุดของการดำเนินธุรกิจ มีหลายวิธีที่จะให้ไปถึงเป้าหมาย
หนึ่ง สร้างความแตกต่างของสินค้า
สอง โฟกัสที่ประกันสินเชื่อ
สาม หาพาร์ตเนอร์ที่มีทัศนคติแบบเดียวกัน
สี่ ซื้อกิจการ
ห้า สร้างคน
โดยเฉพาะวิธีที่ห้า ที่ "นพดล" มองว่าเพราะท้ายที่สุดของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เราจะต้องสร้างคนของเราให้แข็งแรง ดังนั้นคนของธนชาตไม่ว่าจะอยู่หน่วยไหน เขาจะต้องถูกสร้างจากเฟรชชี่ เพราะเราถนัดสร้างคนแบบนี้ คือเด็กที่จบใหม่ ๆ เลย
"ผมมองว่าเฟรชชี่เป็นผ้าขาว ปั้นอย่างไรก็ได้ดั่งใจ และเราจะภูมิใจกับคนที่สร้างเอง ที่สำคัญคนเหล่านี้จะอยู่กับเรานาน ผลเช่นนี้จึงทำให้องค์กรของเราเทิร์นโอเวอร์เรตไม่สูง แต่ผมยอมรับว่าบางตำแหน่งเราอาจรีครูตคนจากหน่วยงานอื่นบ้าง แต่ถ้าเลือกได้ เราจะสร้างคนของเราเอง"
ผลเช่นนี้ จึงถาม "นพดล" ต่อว่า แล้วตำแหน่งงานไหนที่มีความต้องการมากที่สุด
"งานที่เราต้องการตอนนี้คือ coordinator อีกกลุ่มคือเทคนิคเชียล ส่วนคนที่หายาก และต้องการจริง ๆ คือพวกแอสชัวรี่
คนพวกนี้ถือเป็นมันสมอง เพื่อจะให้เขาดูว่าโปรดักต์ของเราแข่งขันอย่างไรบ้าง"
"ฉะนั้นถ้าเรามีคนเหล่านี้จำนวนมาก เราเชื่อว่าเราจะแข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่พวกแอสชัวรี่จบน้อยมาก ควอลิฟายก็น้อย และกว่าจะได้ไลเซนส์มาก็ยากมาก ดังนั้นตลาดประเภทเดียวกันจึงต้องการกลุ่มคนเหล่านี้ค่อนข้างมาก"
แต่กระนั้น "นพดล" มีความเชื่อว่า เมื่อเราสร้างคนของเราระดับหนึ่งแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไป และไม่ใช่แค่ธนชาตประกันภัย หรือธนชาตประกันชีวิตเท่านั้น หากธนชาต กรุ๊ปทั้งระบบก็จะใช้โมเดลแบบเดียวกันคือการเทรนนิ่ง
"เทรนนิ่งเรามีทั้งภายใน และภายนอก แต่ผมมีความเชื่อว่าเทรนนิ่งที่ดีที่สุดคือหัวหน้างาน และหัวหน้างานจะต้องเป็นโค้ชในการสอนงานให้แก่น้อง ๆ ที่สำคัญจะต้องปฏิบัติให้เขาดู และต้องแสดงให้เขาเห็นด้วย เพราะนี่คือสไตล์ของธนชาต"
"โค้ชคือผู้ที่สามารถมองเห็นภาพรวมได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ทีมเป็นอย่างไร คนในทีมคนไหนดี คนไหนเด่นอย่างไร โค้ชต้อง
เป็นผู้กำหนดตัวผู้เล่นในเกมแข่งขัน ใครอยู่ตำแหน่งตรงไหน ทำหน้าที่อะไร โค้ชต้องอ่านเกมให้ขาด และสามารถแลกหมัด เพื่อไม่ให้ทีมอยู่ในสภาพจนแต้ม"
"ที่สำคัญโค้ชต้องทำหน้าที่เปลี่ยนตัวผู้แข่งขัน หากคิดว่ามีลูกทีมคนอื่นที่เหมาะสมกว่าตัวจริงที่อยู่ในสนาม เพราะคนเก่งอาจไม่ได้ลงทุกครั้ง แต่ทุกคนในทีมจะลงแข่ง สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ตราบที่โค้ชเห็นว่าเหมาะสม"
"ดังนั้นเวลาเลือกใครขึ้นมา เราจะดูความรู้ความสามารถ พอเขาทำงานผ่านไป 3 ปี เราพอดูออกแล้วว่าเขาเป็นคนอย่างไร จากนั้นเราจะมาร์กเอาไว้ว่าเขาเป็นสตาร์หรือเปล่า ถ้าเป็น เราจะสนับสนุน พร้อมพูดคุย และพยายามทำความเข้าใจกับเขาว่าเขาอยากเป็นอะไร"
"จะเป็นการถามตรง ๆ หรือถามอ้อม ๆ ก็แล้วแต่ สุดท้ายถ้าความฝันระหว่างเขากับเราตรงกัน เราจะวางแพลนกว้าง ๆ ว่าเขาจะไปถึงจุดนั้น จะต้องใช้เวลาแค่ไหน แต่ผมยอมรับว่ามีบ้างเหมือนกัน ที่เราคิดคนเดียว ตัวเขาไม่ได้รู้สึกจะไปอย่างนั้นเลย หรือบางครั้งเรามองผิด คิดว่าเขาทำได้ แต่ทำไม่ได้ ทางแก้คือเราจะไม่มองแค่คนคนเดียว และไม่ได้มองแต่ท็อปแมเนจเมนต์เท่านั้น ต้องมองไปทุก ๆ ระดับ"
ถึงตรงนี้ จึงถาม "นพดล"ต่อว่า แล้วมีวิธีการรักษาคนอย่างไร ?
"ผมเชื่อว่าถ้าคนมีความสุขกับการทำงาน เรื่องอื่นเรื่องรองหมด ผมเชื่อว่าพูดอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายก็จริง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก อย่างผมยังรู้สึกอยากตื่นเช้ามาทำงานเลย"
"เพราะสไตล์ผมอาจไม่เหมือนใคร ยกตัวอย่าง เวลาประชุม ผมจะถามพนักงานทุกครั้งว่าพวกคุณคาดหวังอะไรจากการประชุม เพราะผมเชื่อว่าทุกคนต้องรู้ว่าเรากำลังทำอะไร และเมื่อมีปัญหาแล้วจะแก้ไขอย่างไร ต้องรู้จะไปจุดไหน เวลามีปัญหาจะมาสุมหัวกัน ไม่ใช่ผัดวันประกันพรุ่ง"
เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ทุกอย่างสะดุด และไม่ก้าวเดินต่อไปในวันข้างหน้า ฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นคำตอบอย่างที่
"นพดล" บอกว่า...คนของธนชาตจะต้องเติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
"เพราะเราถูกหลอมมาจากวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้ ที่ทุกคนไม่ยึดติดกับตำแหน่ง และทุกคนพร้อมจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนภายในธนชาต กรุ๊ป เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้งานแบบหลากหลาย ฉะนั้นตรงนี้จึงทำให้คนของธนชาตพร้อมจะไปอยู่หน้าที่ไหนก็ได้"
"เพราะทุกหน้าที่ต่างเป็นการพัฒนาคนทั้งสิ้น"
ซึ่งเหมือนกับ "นพดล" ในวันนี้
ในวันที่เขาจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้กับกลุ่มธุรกิจประกันภัย และประกันชีวิตของธนชาต ว่าจะสามารถนำพาองค์กรขึ้นไปสู่ระดับ Top 5 ได้ในปีไหน
อีกไม่นานเกินรอคงเห็นกัน !
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์